รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

พอดีแก๊ปแก๊ปไปเจอกระทู้รีวิวท่องเที่ยวเขาช้างเผือกใช้เงิน 1000 บาทจากกระทู้เวบ pantip โหอ่านแล้วมันน่าไปมาก ๆ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย ก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาช้างเผือกดูว่าถ้าจะไปต้องทำยังไงบ้าง ช่วงหลัง ๆ เขาช้างเผือกถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฮิตมาก ๆ ทำให้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่จะขึ้นเขาช้างเผือกต้องทำการโทรจองล่วงหน้า และมีกำหนดการเปิดปิดเส้นทางเดินเขาช้างเผือกในแต่ละปี ซึ่งในปี 2557 นี้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้กำหนดให้ขึ้นเขาช้างเผือกได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2558 สำหรับปีนี้มีเวลาแค่สามเดือนเท่านั้น ซึ่งทางอุทยานจำกัดจำนวนไว้ที่วันละ 60 คนเท่านั้น ซึ่งการเที่ยวเขาช้างเผือกนั้นสะดวกมาก ๆ เพราะสามารถเดินทางคืนวันศุกร์(นอนในรถ)ถึงเช้าวันเสาร์ เดินขึ้นเขาตอนเช้า และลงจากเขาเช้าวันอาทิตย์ บ่าย ๆ เย็น ๆ ไปแช่น้ำพุร้อนหินดาด ดึก ๆ กลับถึงกรุงเทพฯได้พอดี

 

 

การเตรียมตัวไปเขาช้างเผือกการเดินเขาและข้อควรรู้ต่าง ๆ

1.ต้องโทรจองกับทางอุทยาน โดยทางอุทยานจะเริ่มรับโทรศัพท์ตอน 9 โมงเช้าที่เบอร์ 034-510979 และ 081-3820359 เท่านั้น ไม่เปิดรับจองทางอื่น และรับจองล่วงหน้าได้มากที่สุดแค่ 7 วันก่อนขึ้นเขาช้างเผือกหากจะไปวันศุกร์หน้าต้องโทรวันศุกร์นี้ตอน 8 โมง แต่หากวันอังคารหรือพุธหน้ายังว่างก็สามารถจองวันศุกร์นี้ได้ เป็นต้น แต่แก๊ปแก๊ปแนะนำว่าให้เริ่มโทรได้ตั้งแต่ 7:55 น. ได้เลย หาโทรศัพท์เบอร์บ้านหรือมือถือที่กด redial ง่าย ๆ สองเครื่องหรือที่มีฟังก์ชันโทรซ้ำอัตโนมัติก็น่าจะดี สามารถจองได้มากที่สุดกรุ๊ปละ 10 คน

2.หลังจากจองได้แล้ว ต้องส่งรายชื่อทั้งหมดพร้อมสำเนาบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ให้อุทยานทางอีเมล์ thongphaphumoffice@gmail.com หากจองได้แล้วหาเพื่อนไปได้ไม่ครบแนะนำให้ลองโพสชวนคนอื่น ๆ ที่หน้าวอล์ตัวเองและเพจของอุทยานหรือบอร์ดเที่ยวหารเฉลี่ยต่าง ๆ หากได้คนพอควรแต่ไม่ครบจริง ๆ ควรแจ้งอุทยานถึงจำนวนที่แท้จริง

3.หากจองเองมันยากแล้วล่ะก็ เรามีวิธีมาแนะนำ คือเข้าไปที่เพจของอุทยานทองผาภูมิหรือเวบบอร์ดท่องเที่ยวแบบหารเฉลี่ย จะมีคนที่จองได้แต่คนไปไม่เต็มอาจจะขอเค้าติดไปด้วยได้ ให้รีบส่ง messege ไปที่ inbox หรือหากลงเบอร์โทรไว้ก็โทรถามเลยจร้าาาา (อย่าลืมส่งสำเนาบัตรประชาชนและเบอร์โทรให้คนที่จัดการจองด้วยนะ) หรือมีอีกวิธีคือจองกับท้วร์ซึ่งจะแพงนิดหน่อย แต่การจองกับทัวร์ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ไปนะครับ เพราะทัวร์ก็ต้องโทรจองอีกเหมือนกันฮา ๆ แต่มีดราม่าว่าทัวร์มักจองได้นี่สิ เหอ ๆ

4.แนะนำให้จ้างลูกหาบไว้ ค่าลูกหาบ 1 คน(2 วัน 1 คืน แบกของขึ้นและลง) 1,100 บาท แบกหนัก 30 กิโลกรับ หากเกินคิดกิโลกรัมละ 30 บาท ลูกหาบมีหน้าที่ก่อไฟ ตั้งเต๊นท์ ต้มน้ำ หุงข้าวให้ได้(กับข้าวทำเองนะ แต่แนะนำให้เอามาม่าคัพขึ้นไปเพื่อความสะดวก) ให้ลูกหาบแบกเต๊นท์ ของใช้ส่วนกลางและน้ำส่วนหนึ่ง คำนวณให้ดีนะว่าจะใช้ลูกหาบกี่คน โดยประมาณนักท่องเที่ยว 2-4 คนใช้ลูกหาบ 1 คน ถ้าไม่ได้ทำอาหารกินเองมากมาย แบกทั้งหมดเองได้มั้ย ต้องบอกว่าถ้าฟิตมากก็แบกได้นะ(แก๊ปแก๊ปแบกเกือบทุกอย่างเอง มีเพียงน้ำ 3 ลิตรเท่านั้นที่ฝากลูกหาบ ตัวเองเอาน้ำขึ้นไป 1 ลิตร เติมน้ำจากน้องอีกนิดหน่อย เลยให้พกน้ำเอง 1.5 ลิตร เต๊นท์ถุงนอนของทุกอย่างแก๊ปแก๊ปแบกเองหมด) แต่ไม่แนะนำให้แบกเองเท่าไหร่ เป็นไปได้แบกแค่น้ำ 1.5 ลิตรและเสื้อผ้าเบา ๆ กล้องหรือมือถือก็พอ แบบเดินตัวปลิว ๆ สบายกว่ากันเยอะ

5.สิ่งของที่ควรเตรียมไปด้วย***
-เสื้อผ้า 3 ชุด เสื้อกันหนาว 1 ตัว โดยทิ้งไว้ที่รถ 1 ชุดพร้อมเครื่องอาบน้ำ(เตรียมถุงหรือกระเป๋าใบเล็ก ๆ ไว้ที่รถได้เลย) อีก 1 ชุดไว้ปีนขาขึ้น ชุดสุดท้ายไว้เปลี่ยนนอนและปีนเขาลง กางเกงเดินขึ้นเขาควรใช้ขายาวเบา ๆ และไม่ใช่กางเกงยีนส์เพราะหนักและอมน้ำ เสื้อควรใช้เสื้อที่แห้งได้ไวแขนยาว หากใช้แขนสั้นควรมีปลอกแขนไว้กันแดดกันเสียดสี
-ถุงมือ เอาไว้ไม่ให้มือดำ และจับสลิงหรือรูดสลิงแล้วไม่เจ็บ (แก๊ปแก๊ปใส่แต่ปลอกแขนไม่ได้ใส่ถุงมือ ตอนนี้มือดำเมี่ยมเลย แต่แขนขาวเหอ ๆ จับสลิงก็เจ็บ)
-หมวกแบบมีผ้าคลุมด้านหลังด้านข้าง 1 ใบ อาจจะเป็นหมวกปีกยาว  ๆ สักหน่อยก็ได้(ถ้าไม่มีหมวกแนะนำให้ซื้อได้ที่บ้านอีต่อง มีขายใบละ 90-100 บาท)
-แว่นตากันแดด เนื่องจากบนเขาแดดแรงมากมีแว่นตากันแดดจะช่วยทำให้สบายตาและรู้สึกเย็นมากขึ้น
-ร่มพับเล็ก ๆ 1 คัน เพราะช่วงระหว่างปีนแดดร้อนมากและไม่ค่อยมีร่มไม้ให้หลบ หมวกก็ปิดได้เฉพาะใบหน้าเอาไม่อยู่ ดังนั้นการมีร่มขนาดพอเหมาะจะดีมาก ๆ (แก๊ปแก๊ปไม่ได้พกไป แล้วเดินเขาช้างเผือกนี่เป็นเหมือนทุ่งหญ้าโล้น ๆ มีต้นไม้น้อยมาก ต้นไม้ที่มีก็ไม่มีใบ เรียกว่าไม่มีที่ร่มให้หลบเลยจะตายเอา เขาชันไม่กลัว แต่ร้อน ๆ แบบนี้ก็ไม่ไหวนะ)
-ทิชชู่เปียก ไว้เช็ดตัวเช็ดเท้าก่อนนอน อยู่บนนั้นไม่มีน้ำให้อาบนะบอกไว้ก่อน
-ทิชชู่แห้ง ไว้เช็ดทำความสะอาดต่าง ๆ และใช้เวลาเข้าห้องน้ำ
-แป้งเย็น ทาให้สบายตัว โรยเท้าดับกลิ่นต่าง ๆ
-ถุงเท้าสองคู่ ใส่ปีนเขาวันแรก และใส่ปีนเขาลง
-ถุง 4-5 ใบ ไว้ใส่เสื้อผ้าใส่แล้ว ใส่ถุงเท้า ใส่ขยะ
-เต๊นท์นอน ผ้ารองเต๊นท์ ถุงนอน เตรียมให้พร้อมให้พอดีตามจำนวนคน อย่าเอาเปลไปนะ เพราะไม่มีต้นไม้ให้ผูกเต๊นท์เว้นแต่จะเอาไม้ไผ่ที่เอาขึ้นไปด้วยไปปัก ซึ่งลำบากนะ
-น้ำดื่ม  อย่างน้อยคนละ  3 ลิตร ถ้าเป็นคนดื่มน้ำเยอะหรือน้ำหนักตัวมากแนะนำให้เอาขึ้นไป 4 ลิตร ขาขึ้นควรแบกน้ำเอง 1.5 ลิตร น้ำขาขึ้นเหลือไม่เป็นไรแต่ถ้าขาดนี่หนักเลย ส่วนขาลงถ้าเหลือ 1 ลิตรจะกำลังดี(แล้วแต่คนด้วย) เพราะเขาชันมากและแดดร้อนสุด ๆ
-อาหารที่จะกินมื้อเย็นและมื้อเช้าอีกวั้นบนเขาช้างเผือกไว้ล่วงหน้า บนนั้นไม่มีอะไรขายนะจ๊ะ แนะนำว่าเป็นมาม่าคัพก็สะดวกสุด ๆ หรือเป็นขนมปัง 7-11 เป็นมื้อเช้าก็สะดวกดี ส่วนมื้อเช้าและเที่ยงวันปีนเขาซื้อจากด้านล่างที่บ้านอีต่องได้เลย(มื้อเช้ากินที่ร้าน มื้อเที่ยงใส่กล่องพกขึ้นเขาไปด้วยหรือถ้ามั่นใจว่าจะไปกินที่จุดกางเต๊นท์ก็ฝากลูกหาบขึ้นไปเลย แต่ระหว่างทางวิวสวย พักกินข้าวก็โอนะ ระยะเวลาเดินขึ้นเขาประมาณ 4 ชั่วโมง กะเวลาและวางแผนเอาเองละกัน)
-รองเท้าเดินป่าหรือรองเท้าผ้าใบ เอาแบบพื้นยางลึก ๆ เดินหนึบ ๆ ไม่ลื่น ไม่ควรใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าที่ไม่รัดข้อ เพราะลื่นและชันมาก บางช่วงเป็นดินลื่น ๆ เอียงไปทางเหวเล็กน้อย (แต่แก๊ปแก๊ปเจอลูกหาบใส่ถุงเท้าและหูหนีบ เดินปลิวเลยจร้า แต่อย่าเลียนแบบเลยอันนั้นเค้าชำนาญละ)
-กล้อง หรือ มือถือ gadget ต่าง ๆ เอาไว้ถ่ายรูป แนะนำกล้องตัวเล็ก ๆ พกพาสะดวก อย่าง go pro หรือ sj4000 เพราะจะหยิบมาถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ และแบตกล้องควรชาร์จให้เต็มก่อนมานะ เมมเตรียมให้พร้อม
-หากอยากเล่นเน็ตบนเขา ให้เตรียมซิมของ ais ไว้ได้เลยจร้า(เร็วและแรงมากๆ พี่ที่เพิ่งรู้จักบอกว่าสัญญาณแรงกว่าที่ตาคลีบ้านพี่เค้าซะอีก) ส่วนสัญญาณโทรศัพท์มีครบทั้ง 3 ค่าย แต่ dtac กับ true เล่นเน็ตไม่ได้เลย เหอ ๆ
-power bank อันนี้ไม่แนะนำให้พกขึ้นเขาซะเท่าไหร่ คือคืนก่อนขึ้นเขาชาร์จให้เต็ม 100% ก็น่าจะอยู่พอดีลงเขา แต่ถ้าจำเป็นก็หาขนาดเล็ก ๆ ไม่หนักขึ้นเขาละกันเนอะ เพราะบางคนใช้มือถือถ่ายรูปเยอะ
-ไฟฉาย เทียน พกไปด้วยเผื่อลงจากยอดเขาช้างเผือกไม่ทันถ่ายรูปเพลิน หรือใช้ตอนหยิบของก็สะดวกดี บนเขามีตะเกียงให้แต่ไม่มีเทียน
-กล้วยตาก 1 กล่อง ซื้อที่ 7-11 ใช้เป็นแหล่งพลังงานฉุกเฉินตอนปีนขึ้นเขา หากพลังงานหมดขาก้าวไม่ออกหรือรู้สึกวิงเวียน หลังจากได้พักแล้วให้กินกล้วยตากจะช่วยเติมพลังงานแบบเร่งด่วนได้ดี ทำให้สดชื่นเดินต่อได้แบบสบาย ๆ

 

 

6.ก่อนไปที่บ้านอีต่องจะผ่านที่ทำการอุทยานต้องซื้อบัตรที่หน้าป้อม โดยบอกจำนวนคนและแนะนำให้ขับรถไปที่ตัวอาคารที่ทำการอุทยานเพราะทุกคนที่ไปต้องไปกรอกเอกสาร โดยแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายดังนี้
-ค่าพื้นที่กางเต๊นท์ 30 บาทต่อคน
-ค่าขึ้นเขา 30 บาทต่อคน
-ค่าเจ้าหน้าที่นำทาง 1200 บาท/เจ้าหน้าที่ 1 คน/นักท่องเที่ยว 10 คน สรุปส่วนนี้ตีกลม ๆ ว่า 120 บาทต่อคน(ตอนแก๊ปแก๊ปไปเจ้าหน้าที่จะเดินปิดท้ายให้รู้ว่าคนครบ ถ้าไปไม่ถึง 10 คน จะจับรวมกรุ๊ป ให้ได้ 10 ถ้าไม่ได้ก็หารตามจำนวนคน)

 

7.ควรเข้าห้องน้ำทำธุระทั้งหนักและเบาให้เรียบร้อย เพราะบนเขาเป็นส้วมหลุม กลิ่นนรกแตกมาก ๆ ถ้าถ่ายหนักบนเขานี่บอกเลย ถ่ายเสร็จแทบอ้วก แนะนำให้เดินเข้าป่า แต่ป่าก็ไม่ได้เดินเข้าง่าย ๆ นะ เพราะตรงนั้นสันเขาล้วน ๆ มีแค่จุดกางเต๊นท์ที่เป็นลาน สรุปทำธุระให้เสร็จตั้งแต่ข้างล่างจะดีที่สุด เหอ ๆ

8.ควรเดินขึ้นเขาแต่เช้าเพราะแดดจะได้ไม่ร้อน (แก๊ปแก๊ปขึ้นเขาตอน 10 โมงกว่า โคตรร้อนเลยจร้า กว่าจะถึงจุดกางเต๊นท์บ่ายสอง เจอแดดเที่ยง ๆ บ่าย ๆ ไม่มีร่มเงาแทบเป็นลม) เดินขึ้นเขาจะใช้เวลาไปถึงจุดกางเต๊นท์ประมาณ 4 -6ชั่วโมง และจะเริ่มเดินขึ้นสันคมมีดและยอดเขาช้างเผือกตอนประมาณ 15:30 น. หรือ 16:00 น. แล้วแต่จำนวนคนและเจ้าหน้าที่ ควรพกไฟฉายเดินขึ้นสันคมมีดและยอดเขาด้วย

9.หาไม้เท้าค้ำยันขนาดพอดีมือไม่มีรอยแตกหรือเสี้ยนให้บาดมือใช้ระหว่างเดินขึ้นและลงเขาจะช่วยได้มาก ขาขึ้นอาจจะขอจากคนที่กำลังลงก็ได้ ขาลงก็แบ่งปันให้คนที่กำลังจะขึ้น ส่วนตอนปีนขึ้นสันคมมีดไม่ต้องพกไม้ค้ำไปนะ(มันเกะกะ) เก็บไว้ข้างเต๊นท์ไว้ใช้ขาลงก็พอ

10.หากอยากดูดาวให้ดับไฟบริเวณรอบ ๆ ให้หมดจะทำให้ตาชินกับแสงมืด ๆ และเห็นดาวได้เยอะกว่าเดิมหากจะถ่ายรูปดาวควรเตรียมขาตั้งกล้องและรีโมทกล้องไปด้วย

 

11.คนที่กลัวความสูงไม่ควรปีนสันคมมีดโดยเด็ดขาด แต่ถ้าหากคิดว่าไหวต้องรับผิดชอบตัวเอง

12.หลังจากลงเขาแล้วสามารถอาบน้ำที่ร้านอาหารที่อุดหนุนหรือขอชาวบ้านที่บ้านอีต่องอาบน้ำได้ หรือนั่งรถไปอาบน้ำที่อุทยานก็ได้ มีห้องน้ำไว้ให้บริการเช่นกัน

13.ถ้าเจอคนพม่าขายปูแล้วอยากกินก็ซื้อกลับมากรุงเทพฯ นึ่งกินเองได้นะ ราคาถูกมาก ๆ กิโลละ 200-250 บาทเอง ตัวใหญ่มาก ๆ แต่กล้ามโคตรแข็งเลยต้องใช้สากทุบ ฟันกัดนี่ฟันหักได้เลยอ่ะ (แก๊ปแก๊ปซื้อมาสองโล 6 ตัว 500 บาท เนื้อแน่นอร่อย ฟินมาก ๆ )

14.ใครอยากผิวเนียนแบบคนพม่าซื้อทานาคาที่นี่ราคาถูกมาก ๆ แค่ 10 บาทเอง(แนะนำให้เหมามาเยอะ ๆ )ติดทนมาก ๆ ด้วย ของแท้แน่นอน (แก๊ปแก๊ปคุยกับคนขายปู เธอบอกเธออายุ 37 แต่หน้านี่ 24 ชัด ๆ เพราะเธอพอกทานาคาช่ายมั้ย พูด!!!)

15.หลังจากลงเขาแล้วแนะนำให้หมกตัวนั่งรถไปน้ำพุร้อนหินดาด(ยังไม่ต้องอาบน้ำนะ) ไปกินข้าวเที่ยงที่น้ำพุร้อนก็ได้ แล้วจัดการล้างตัวแช่น้ำพุร้อน ข้าง ๆ บ่อน้ำพุร้อนจะมีลำธารน้ำตกเป็นน้ำเย็นให้แช่น้ำร้อนสลับน้ำเย็นเพื่อสุขภาพที่ดี ช่วงแช่น้ำร้อนก็นวด ๆ ขาไปด้วย เช้าวันจันทร์จะได้ไม่ปวดเมื่อย อันนี้แนะนำเลย ฟินสุด ๆ พอแช่น้ำร้อนน้ำเย็นแล้ว อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย ซื้อเบียร์เย็น ๆ มาดื่ม รับรองโคตรชื่นใจและปิดทริปได้อย่างฟินที่สุดในสามโลก แก๊ปแก๊ปรับรองเลย

 

 

บล็อคที่เกี่ยวข้อง
รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก
รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด
รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

1 ความเห็นบน “รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ”

การแสดงความเห็นถูกปิด