รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

เขาช้างเผือกเป็นสถานที่เที่ยวในฝันของใครหลาย ๆ คน และการที่จะได้ไปเขาช้างเผือกนั้นไม่ง่ายเลย(แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป) เพราะขึ้นเขาได้แค่วันละ 60 คนเท่านั้น ทั้งยังต้องจองล่วงหน้าสูงสุดได้แค่ 7 วันดังนั้นการจะแพลนข้ามปีหรือหลายเดือนเป็นไปได้ยากยิ่ง ถ้าอยากไปต้องรีบจองและต้องจองให้ได้ ถ้าอยากประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อนเราต้องว่างหรือไม่ก็ไปขอเกาะกลุ่มคนอื่นเพื่อไปให้ได้(เพราะเพื่อนมักไม่ว่างพร้อมเรายิ่งวันธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึง หาคนไปด้วยยากมาก) ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะไปเขาช้างเผือกแบบคนไม่เยอะมากนักคือช่วงเดือนพฤศิกายน หากเป็นช่วงหลังวันพ่อแล้วคนจะเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงเดือนพฤศจิกายนยิ่งเป็นช่วงที่เปิดให้เดินเขาช้างเผือกใหม่ ๆ หญ้าจะเขียวขจี แต่ก็จะเดินยากขึ้นด้วยเพราะลื่นและอาจจะมีทากได้ ช่วงที่แก๊ปแก๊ปไปนั้นพื้นค่อนข้างแห้งและหญ้าก็ยังเขียวอยู่ อาจจะมีเหลืองแซมบ้างนิดหน่อย แต่ก็เป็นช่วงที่ดีเพราะไม่มีทากเลย แก๊ปแก๊ปขอเล่าตั้งแต่การจองการเดินทางตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สำหรับรีวิวต่อไปนี้จะเขียนแบบละเอียดตั้งแต่การจองการไปเดินขึ้นเขา ซึ่งจะเล่าตามเหตุการณ์จริงซึ่งจะยาวละยืดนิดนึงนะ ^__^

ทะเลหมอก-ทางไปบ้านอีต่อง-จุดชมวิวเริ่มแรกจากแก๊ปแก๊ปได้อ่านรีวิวเขาช้างเผือกจากกระทู้ pantip อ่านแล้วอยากไปมาก ๆ เลยไปชวนเพื่อนที่ออฟฟิศอีกคนไปด้วย เพื่อนก็ตกปากรับคำจะช่วยเป็นคนจัดทริปเพราะเพื่อนเป็นคนเดินป่าบ่อย คุยกันถึงขั้นว่าจะไปทำสุกี้หรือต้มโคล้งกินบนจุดกางเต๊นท์เลยทีเดียว แก๊ปแก๊ปเลยลองโทรจองวันนั้นเลยตอนบ่าย ๆ สักบ่ายสามเห็นจะได้ เจ้าหน้าที่อุทยานก็แจ้งว่าวันอังคารพุธหน้ายังว่าง(โทรวันพฤหัส) ด้วยความอยากไปมากเลยจองไปวันพุธ จองไป 9 คนเพราะหวังว่าจะหาเพื่อนร่วมทริปในฝันได้ไม่ยาก อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ก็มีสองคนแล้ว อีก 7 คนจะไปยากอะไร ก็พยายามหาเพื่อนร่วมทริปอยู่สักพักก็ได้สาวสวยเพื่อนอีกคนจะไปด้วย เพื่อนที่ออฟฟิศก็มีบอกไว้ว่าเหมือนจะมีนัดอะไรสักอย่างแต่นึกไม่ออกไม่แน่ใจว่าวันไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็มีสามคนแล้วรวมแก๊ปแก๊ปด้วย หา 6 คนคงไม่ยากมั้ง แล้วจู่ ๆ เพื่อนที่ออฟฟิศก็มาบอกว่า “กรูนึกออกละ มีงานแต่งญาติที่มาเลย์ต้องไปวันพฤหัสหน้าคงไปด้วยไม่ได้ละ” เหมือนฟ้าผ่ามากลางอก ว๊ากต้องจัดทริปนี้เองหรือนี่ตอนนี้เหลือสองคนเราก็พยายามหาคนต่อไปผ่านไปวันแล้ววันเล่ามีแต่คนอยากไปแต่ไปวันธรรมดาเลยไปด้วยไม่ได้ โอ้นี่สินะความยากในการไปเขาช้างเผือกจองได้วันธรรมดาก็หาคนไปด้วยยากมากจนวันอาทิตย์แก๊ปแก๊ปได้โทรชวนน้องชายกับแฟนน้องชาย น้องชายก็โอเคไปได้ เราก็คุยปรับแผนกับเพื่อนสาวในวันจันทร์ว่าให้เพื่อนสาวขับรถไปและไม่ต้องหารค่าน้ำมัน แก๊ปแก๊ปกับน้องจะหารกันเอง และโทรไปบอกอุทยานว่าเหลือเพียง 4 คนเพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มอื่นได้ขึ้นไปแทนที่เรา

 

แก๊ปแก๊ปดีใจมากจะได้ไปเขาช้างเผือกแล้ว แต่โชคชะตากลับพลิกผันเมื่อบ่ายวันจันเพื่อนสาวโทรมาบอกว่าไม่ไปแล้วดีกว่า เกรงว่าจะขับรถไม่ไหว โอ้ชีวิตโทรบอกบ่าย ๆ วันจันแต่วันอังคารดึก ๆ เราจะออกเดินทางกันแล้ว สรุปได้เลยว่าทริปนี้ล่มแน่นอน แก๊ปแก๊ปก็เข้าใจเหตุผลของเพื่อนเพราะเพื่อนจะต้องขับรถวันเสาร์ไปเชียงรายกลัวจะไปทริปต่อ  ๆ กันไม่ไหว ก็จัดการโทรบอกน้องชาย น้องชายดูจะเข้าใจ(น้องชายเหมือนจะไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ เพราะช่วงนี้จะเปิดร้านขายของและลงทุนไปเยอะพอควร) แต่ด้วยความที่แก๊ปแก๊ปเองยังอยากไปอยู่ เรียกว่าจะไปให้ได้ เพราะใจเราไปแล้ว เรามีหวังว่าเราจะได้ไปแต่สุดท้ายมันล่มแต่เราไม่ยอมแพ้ กดหาจากเพจอุทยานแห่งชาติและกลุ่มท่องเที่ยวหารเฉลี่ยต่าง ๆ ว่ามีใครไปโพสหาคนไปด้วยหรือไม่ แก๊ปแก๊ปติดต่อไปสองราย ตั้งแต่บ่าย ๆ เย็น ๆ เค้าจะไปวัน พฤหัสศุกร์ กับอีกกลุ่มไปวันอาทิตย์จันทร์ จนเย็น ๆ คนที่ไปรอบอาทิตย์จันทร์ส่ง inbox มาตอบว่าเต็มแล้ว(เริ่มตัดใจว่าคงไม่ได้ไปแล้วแน่เลย) สักพักมีคนโทรมาบอกว่ามีเพื่อนยกเลิกไป 1 คนพอดี ให้แก๊ปไปด้วยได้ โอ้ดั่งโชคชะตาลิขิตให้เราได้ไป ไปกับใครก็ไม่เคยรู้จักรู้แต่ว่าเป็นคนใต้บินจากหาดใหญ่มากรุงเทพฯ และต่อรถตู้ไปเที่ยวเขาช้างเผือก

 

คืนวันพุธรถตู้ที่จองไว้ได้ไปรับเพื่อนใหม่ที่ดอนเมืองก่อนที่จะแวะรับแก๊ปแก๊ปจากร้านอาหารรถเสบียง(แถวสถานีรถไฟสามเสนเนื่องจากแก๊ปแก๊ปมีนัดเพื่อนที่ร้านนั้น) รถออกจากสถานีรถไฟสามเสนตอนราว ๆ สี่ทุ่มบนรถมีเพื่อนใหม่ 3 คนเป็นผู้หญิงใต้ทั้งหมด และวนรับน้องชายของสาวคนหนึ่งที่สายใต้ใหม่ รถวิ่งไปถึงกาญจนบุรีมีจอดแวะปั๊มเติมแก๊สซื้อของกินน้ำดื่มตุนไว้ใช้บนเขาก่อนจะถึงทางไปอุทยนานแห่งชาติทองผาภูมิจุดที่เราต้องไปจัดการเอกสาร คนขับจอดแวะนอนที่ปั๊มแห่งหนึ่งเพราะทางคดเคี้ยวขึ้นเขาขรุขระและยังไม่เช้า เกรงจะเกิดอันตราย เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่ต้องรีบแล้วเพราะมีเวลาเหลือเฟือ(แนะนำให้คนที่เดินทางจากรุงเทพฯ ออกรถสักตอนเที่ยงคืนจะไปถึงตอนเช้าพอดี หรือจะแวะพักแบบแก๊ปแก๊ปออกสี่ทุ่มก็ได้ สำหรับคนที่ชำนาญทาง) เราไปถึงจุดชมวิวช่วงเช้าหลังพระอาทิตย์ขึ้นไปแล้วเราได้เห็นทะเลหมอกอันสวยงาม แต่ก็มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อกระเป๋ากางเกงแก๊ปที่รั่วมีรูขนาดพอควรได้ทำให้มือถือ Note2 ของแก๊ปแก๊ปตกลงพื้น เอาด้านมุมลงเต็ม ๆ ตกลงบนพื้นหิน ทำให้หน้าจอร้าวไปทั่ว แต่พวกเราก็ได้ถ่ายรูปทะเลหมอกและชื่นชมบรรยากาศที่สวยงามบนเขาอย่างสุขใจก่อนที่จะขึ้นรถเดินทางกันต่อ คงมีแก๊ปหน้าเสียหน่อย ๆ แหม่ยังไม่ทันได้เที่ยวเลยมีเรื่องต้องให้เสียตังซะแล้ว 555+

 

พอเราไปถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิก็จัดการเรื่องเอกสารจ่ายเงินและมัดจำต่าง ๆ ด้วยอากาศยามเช้าที่แสนจะสดชื่น และนั่งรถต่อไปที่บ้านอีต่อง ตลอดทางที่มาเราหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะคนขับรถลุงศักดิ์แกดูจะชำนาญทางมาก ทิ้งโค้งซะแรงจนเราวูบตกใจตื่น พอเดินทางมาถึงบ้านอีต่องเราก็แยกสัมภาระที่จะให้ลูกหาบกับของที่เราจะแบกเอง และเสื้อผ้าส่วนหนึ่งทิ้งไว้ที่รถ แบกขึ้นไปเองให้น้อยที่สุด ส่วนแก๊ปแก๊ปก็แบกเองเกือบหมดมีฝากน้ำ 3 ลิตรไว้ที่ลูกหาบ เต๊นท์ถุงนอนกล้องของใช้ต่าง ๆ แบกเองเรียบเพราะอยากจะรู้ว่าเราสามารถทำได้รึเปล่า(ถ้าแบกน้ำเองด้วยคงจะหนักหนาเอาการ) มีน้ำพกไปเองด้วยอีก  1 ลิตร เราแวะกินข้าวกันที่ร้านน้องหน่อยและกองของให้ลูกหาบหน้าร้านน้องหน่อยเลย ต่างคนต่างสั่งอาหารมาทานกันคนละ 1 จานและข้าวกล่องไว้เป็นมื้อเที่ยงอีก 1 กล่อง ส่วนมื้อเย็นกับมื้อเช้าบนเขาเราเตรียมเป็นขนมปัง 7-11 และอาหารกระป๋องไว้เต็มกระเป๋าเพราะเราจะไม่ทำอาหารกินกัน

 

 

พอกินอาหารเสร็จเราได้เดินเล่นและดูของซื้อของในหมู่บ้านอีต่อง แก๊ปแก๊ปถือโอกาสซื้อหมวกเพราะไม่ได้เตรียมหมวกมา(ดีนะที่ซื้อ ถ้าไม่ซื้อล่ะแย่เลยเพราะบนเขาร้อนมาก ๆ ) ซื้อสตั๊ดดอยมาอีก 1 คู่แต่ไม่กล้าใส่เพราะดูแล้วยางล้วน ๆ น่าจะกัดเท้าน่าดูไว้กล้บกรุงเทพฯ จะติดแถบฟองน้ำนิ่ม ๆ ให้ไม่กัดเท้าแล้วนำไปใช้งานหน้า ราคาสตั๊ดดอยไม่แพงเลย 90 บาทเท่านั้นเอง เราต้องเดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ และพบเจ้าหน้าที่ที่ร้านขายของชำจุดเริ่มต้นในการเดินขึ้นเขาช้างเผือก แต่ด้วยความสับสนทำให้มีการรวมกลุ่มผิด ๆ ถูก ๆ ที่นี่เองที่ทำให้แก๊ปแก๊ปได้พบกับกลุ่มพี่สุดแสนใจดี 6 คนเป็นกลุ่มผู้ชายล้วน ๆ พี่มองดูสัมภาระที่แก๊ปแบกและถามอย่างเป็นห่วงว่าเราจะแบกขึ้นเองเลยหรอ แก๊ปแก๊ปก็ได้แต่ห่วงตัวเองและยิ้มตอบแหย ๆ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มเดินขึ้นเขากันจริงจังตอนเกือบจะ 10 โมงเช้า(มีกลุ่มที่ขึ้นไปก่อนหน้าเราแล้วหลายกลุ่ม เป็นไปได้ควรเริ่มเดินขึ้นแต่เช้าเพราะแดดจะแรงมากในช่วงบ่าย) เราลองคิดดูเล่น ๆ จากที่เคยอ่านรีวิวมา ถ้าเราเดิน 4 ชั่วโมงก็น่าจะถึงสักบ่ายสอง ซึ่งคงจะร้อนน่าดู และเราได้ลองถามเจ้าหน้าที่ถึงจำนวนคนที่ขึ้นวันนี้ซึ่งมีทั้งหมด 40 คนเอง

เริ่มเดินขึ้นเขาช้างเผือกทางเดินในช่วงแรก ๆ ยังเป็นทางราบเรียบ ๆ สลับกับขึ้นลงเขาเล็กน้อย ด้วยร่างกายที่สดชื่นเราก็เดินกันไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน เดินไปสักพักก็เริ่มเหนื่อยนิด ๆ เพราะทางที่ชันมากขึ้นแต่ถึงอย่างไรทางส่วนมากก็ยังเป็นทางราบเรียบ ๆ อยู่ดี  และเราได้พบกับคนที่กำลังเดินลง คนที่เดินลงมีไม้ค้ำยันและมีการส่งต่อให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มที่กำลังเดินขึ้น มีการให้กำลังใจกันว่าที่เราเดินผ่านมาตั้งไกลเป็นแค่ 2% ของระยะทางทั้งหมด เราคุยทักทายกับคนเดินลงหลาย ๆ คน เกือบทุกคนบอกว่าจะไม่มาอีกแล้ว 555+  หลาย ๆ คนบอกซุ้มทางเข้าอยู่อีกไม่ไกลค่อย ๆ เดินและขอให้โชคดีเที่ยวให้สนุก หน้าคนเดินลงมีทั้งยิ้มแย้มและหลาย ๆ คนดูอ่อนล้าแต่ก็ยิ้มให้เราที่กำลังเดินขึ้น มิตรภาพระหว่างทางทำให้เราเดินต่อไปเรื่อย  ๆ ต่อเนื่องกันไป โดยมีการบ่นกันเล็กน้อยว่า “แก๊ปว่าเรามากันผิดวันป่าวพี่ ทำไมคนที่มาก่อนเราน่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลย แหม่ถ้าได้มาวันที่แก๊ปจองเองคงจะดี ฮ่า ๆ ๆ” พวกพี่ ๆ ชายล้วน 6 คนเห็นด้วยและบ่นคนจองทริปว่าจองผิดวันแน่เลย ทำไมวันที่เราขึ้นเขากันไม่มีสาว ๆ สวย ๆ ขึ้นเขาบ้างเลย เราคุยกันแซวกันขำ ๆ ไปตลอดทางจนถึงซุ้มต้อนรับ ซึ่งระยะทางยังไม่ไกลเท่าไหร่และมีร่มเงาตลอดทางที่เดินมา เราแวะถ่ายรูปกันสนุกสนาน ก่อนที่จะเดินขึ้นเขากันต่อ

ช่วงแรก ๆ หลังจากผ่านซุ้มทางเข้าเริ่มมีทางชันมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แต่ทางส่วนใหญ่ก็ยังเป็นทางราบสลับทางลงแล้วขึ้น ลงแล้วขึ้น ร่มเงาเริ่มมีน้อยลงเรื่อย ๆ ทางยิ่งชันมากขี้นเรื่อย ๆ เราเดินไปเรื่อย ๆ หญ้าที่เคยสูงท่วมหัว ทางที่เคยร่ม กลับกลายเป็นหญ้าเตี้ย ๆ เขาที่เต็มไปด้วยหญ้าต้นไม้มีน้อยเหลือเกิน ต้นไม้ที่มีก็แทบจะไม่มีใบเอาเสียเลย การเดินท่ามกลางแดดร้อน ๆ ทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้น และทางที่ชันขึ้นทำให้เราเริ่มจะท้อ เราเดินและหยุดพักเป็นช่วง ๆ ทริคการเดินนั้นคือช่วงที่ไม่มีแดดมีส่วนร่มบ้างให้เราถอดหมวกรับลมและนำหมวกมาพัดให้ร่างกายเย็นลง พอเจอแดดก็สวมหมวกปิด จะพักก็ให้หาที่พักร่ม ๆ ให้ได้ การพักกลางแดดนั้นมันร้อนเกินไป บางครั้งลานที่ไว้พักจากการเดิน มีร่มเงาน้อยเราต้องเดินต่อเพราะคนอื่น ๆ นั่งในร่มกันหมดเหลือแต่ที่แดดให้ยืนซึ่งมันร้อนเหลือเกิน เราควรจะเดินต่อสักหน่อยที่ร่มอาจจะอยู่ไม่ไกล หากเหนื่อยก็พักดื่มน้ำ บริหารจัดการน้ำให้ดีพยายามอย่าให้หมดไวเกินไป ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มทีเดียวหลายอึก แก๊ปแก๊ปเดินไปหยิบกล้องจากเป้หน้ามาถ่ายคลิปวีดีโอบ้าง ถ่ายรูปบ้าง กล้องตัวเล็กช่วยเรื่องการถ่ายภาพถ่ายวีดีโอได้ดีทีเดียว แม้ว่าคุณภาพอาจจะต่ำหน่อย แต่ความสะดวกในการเดินและการพกพาดีเยี่ยม สามารถเดินไปถ่ายไปได้แบบชิว ๆ ช่วงก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์ซึ่งห่างไปนับเป็นเขาสองสามลูกแดดจะร้อนมาก ๆ เหมือนเขาหัวโล้น ๆ มีต้นหญ้าสูงประมาณเอว ต้นไม้ไม่ค่อยจะมีเราเดินที่สันเขากว้าง ๆ ไม่น่ากลัวเท่าไรแต่บรรยากาศรอบ ๆ นั้นสวยราวกับอยู่บนสวรรค์ สองข้างนั้นมีทิวเขาให้ดูอย่างสวยงามตลอดทางที่เดินทำให้เรามีแรงใจในการเดินอย่างไม่ท้อ แต่ช่วงหลัง ๆ เขาชันมากจนเราหายใจหอบ ขึ้นเขาเจอลานก็พักแล้วก็ขึ้นต่อ เจอลานก็พักแล้วก็ขึ้นต่อ ช่วงชัน ๆ แทบไม่มีลานให้พัก แต่ด้วยความเหนื่อยทำให้เราหาจุดพักอยู่เรื่อย ๆ พอเจอจุดพักใหญ่ ๆ เรานำของกินออกมาแบ่งปันกัน แก๊ปแก๊ปนำกล้วยตากที่ซื้อไว้มาแบ่งทุกคนและถือโอกาสพักยาว ๆ นั่งกินข้าวเที่ยงรอเพื่อน ๆ ชาวใต้ 4 คนด้วยเลยพอเริ่มเดินต่อได้ไม่นานสุดท้ายเราจะเห็นจุดลานกางเต๊นท์อยู่ข้างล่างและเราต้องลงเขาที่ชันมาก ๆ ชันแบบโคตรจะชัน ชันจนคิดว่าพรุ่งนี้หลังเก็บเต๊นท์เราจะต้องเดินขึ้นไอ้เขาชัน ๆ นี่ยังไงฟะเนี่ย เหอ ๆ เราลงเขามาเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็ลงมาถึงจุดกางเต๊นท์สักที

เราเดินลงเขาก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์เราจะเจอห้องส้วมสามห้องกลิ่นมันโชยมาโดยที่เราไม่ต้องร้องขอ ส้วมหลุมที่สร้างไว้อย่างดีแต่กลิ่นไม่ชวนให้เข้าเลยสักนิด เราเดินผ่านมันไปพร้อมกับกลิ่นที่ค่อย ๆ จางหาย ไม่ไกลกันนักก็เจอเต๊นท์ที่ลูกหาบขึ้นมาถึงก่อนและกางไว้ให้อย่างเรียบร้อย เราดูเวลาถึงจุดกางเต๊นท์เป็นเวลาบ่ายสองกว่า ๆ แก๊ปแก๊ปซึ่งแบกเต๊นท์มาเองเลยต้องกางเอง เต๊นท์แก๊ปแก๊ปเป็นเต๊นท์แบบนอนได้คนเดียวกางได้ง่ายใช้เวลาไม่ถีง 10 นาทีก็เสร็จ ณ จุดกางเต๊นท์นั้นมีร่มเงาแต่ไม่มากเท่าไหร่ ต้นไม้มีน้อยพวกเรานั่งพักคุยกันบางคนนอนพักบางคนถ่ายรูปเล่น รอเวลาเดินขึ้นสันคมมีดพร้อม ๆ กัน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเวลาเดินขึ้นสันคมมีดเป็นตอนบ่ายสามครึ่ง บางเต๊นท์ถ้าเต๊นท์โดนแดดนี่นอนไม่ได้เลยทีเดียวเพราะอากาศที่จุดกางเต๊นท์ไม่มีความเย็นเลยมีแต่ความร้อนอบอ้าว มีเมฆลอยบนฟ้าดำ ๆ ให้เรากลัวกันว่าเย็นนี้ฝนจะตกรึเปล่า เมฆที่มีก็ดันไม่บังดวงอาทิตย์ซะด้วยสิปล่อยให้เราร้อนกันต่อไป

 

ถึงเวลาบ่ายสามครึ่งเจ้าหน้าที่จะเรียกให้เราเดินขึ้นสันคมมีดของเขาช้างเผือกกันแล้วและให้ทุกคนพกไฟฉายกันไปด้วย มองจากจุดกางเต๊นท์การเดินคงจะลำบากพอควรเพราะมันชันมาก ๆ เราต้องปีนขึ้นใช้มือช่วยยกขาสูงปีนหินก่อนใหญ่ ๆ เป็นระยะ ๆ จนถึงจุดไคลแม็กที่สุดจุดที่ต้องปีนขึ้นหินวางตั้งตระหง่าน 90 องศาสูง 2 เมตรกว่า ๆ การเดินช่วงนี้เราต้องรอปีนทีละคน โดยจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่าง 1 คนและด้านบน 1 คน มีสลิงขึงตึงไว้ 1 เส้นและเชื้อกมัดเป็นปม ๆ อีก 1 เส้นให้เราใช้ดึงพร้อมกันทั้ง 2 เส้นเพื่อความมั่นคง หินที่ตั้งตระหง่านนั้นมีร่องพอให้วางเท้าปีนได้บ้าง ใครที่ถ่ายวีดีโอสามารถนำกล้องให้เจ้าหน้าที่ด้านบนช่วยถ่ายต่อตอนเราปีนได้ สัมภาระใครโย้ ๆ ก็ส่งขึ้นไปก่อน พอปีนสันคมมีดจุดนี้เสร็จเราจะต้องปีนหินขรุขระขึ้นไปอีกหน่อยก่อนจะเจอทางเดินหินกว้างคืบกว่า ๆ ด้านซ้ายและขวามีแต่แหว ขาที่ยังสันกับการปีสันคมมีดทำให้หลายคนไม่ก้าวเดินแต่ใช้วิธีหมอบคลานแทน ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ก็จะเดินขึ้นเขาสบายหน่อยแล้ว มีให้ปีนเขาชัน ๆ อีกเล็กน้อยก็จะถึงยอดเขาช้างเผือกที่สวยงาม

บนยอดเขาช้างเผือกมีป้ายผู้พิชิตเขาช้างเผือกมีธงปักไว้ให้เราผลัดกันถ่ายรูป มีวิวแบบ 360 องศาอันสวยงามตระการตา มองไปไกล ๆ ลิบ ๆ จะเห็นเขื่อนด้วย เป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ และหายเหนื่อยเลย คุ้มค่าที่ได้มาได้ปีน ได้พยายามได้เดินขึ้นมาอย่างยาวนาน เราถ่ายรูปเล่นบนยอดเขากันจนพอใจเจ้าหน้าที่ได้มีการเตือนบอกให้เราค่อย  ๆ ทยอยลงเขากันได้แล้วเพราะถ้าลงจากยอดเขาไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะมืดและลงลำบาก ว่าแต่สันคมมีดที่เราปีนขึ้นมาเราจะลงยังไงวะนั่น หลาย ๆ คนคงสงสัยเหมือน ๆ กัน เราทยอยปีนลงเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ถึงจุดไคลแม็คตอนขาขึ้น เจ้าหน้าที่ให้เราหันหลังและแหย่ขาใดลงก่อนก็ได้ เจ้าหน้าที่ข้างล่างจะจับขาเราเข้าร่องหินให้สลับซ้ายขวาเป็นเสต็บให้เรียบร้อย เฮ้ย!! มันลงง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย ตอนลงเขาก็ดูจะง่ายและเร็วกว่าตอนขึ้นมาก ๆ ไม่นานนักก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์เราก็ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเก็บไว้ดูและรีบลงให้ไวก่อนที่ฟ้าจะมืดไปซะก่อน

กลับมาถึงจุดกางเต๊นท์อีกครั้ง คราวนี้ฟ้าเริ่มมืดหลาย ๆคนเริ่มทำอาหารกินกันเอง ใครที่ไม่ทำก็หยิบนำอาหารมากินมานั่งคุยกัน อากาศก็เริ่มเย็นลง ๆ พี่ ๆ ทั้ง 6 คนชวนให้แก๊ปแก๊ปกินมาม่าด้วยกัน แถมยังมีไข่ต้มด้วย แก๊ปแก๊ปเลยเอาขนมปังออกมาแบ่งทุกคนรองท้องระหว่างรอมาม่าสุก ซึ่งต้มน้ำอยู่นานเตาแก๊สพกพาก็ไม่มีทีท่าว่าน้ำจะเดือดซะที ในที่สุดก็พบสาเหตุหัวเตาตอนเก็บต้องคว่ำไว้แต่ตอนใช้ต้องกลับด้าน ดันลืมกลับทำให้เปลวไฟสัมผัสหม้อน้อยมากไม่เดือดสักที พอกลับด้านเท่านั้นแหละน้ำเดือดทันที เดือดพอให้เราทำมาม่าเสร็จเตาก็เกิดไฟลุกเหมือนแก๊สรั่ว คาดว่าตอนที่ยังไม่กลับด้านเปลวไฟไปถูกส่วนที่เป็นพลาสติค ทำให้เตาพัง แต่เราก็ได้ทานมาม่าใส่ทูน่ากระป๋องเสร็จทันพอดี เลยฝากลูกหาบต้มไข่ให้เลยมีไข่ต้มกินอีก และฝากลูกหาบต้มน้ำให้ในตอนเช้า เรานั่งคุยกันเฮฮาแซวกันไปมา พอเริ่มมืดขึ้นเรื่อย ๆ แสงดาวก็เริ่มเยอะเราปิดไฟรอบ ๆ เต๊นท์เพื่อดูดาวให้ชัดขึ้น ตาเราเริ่มปรับตัวกับความมืดได้ แสงดาวมากมายเต็มท้องฟ้า แก๊ปแก๊ปก็เลยนำกล้องตั้งขาตั้งถ่ายดาวซะเลย เสียดายที่หาฉากหน้าสวย ๆ ไม่ได้ เลยถ่ายเต๊นท์ตัวเองมา(เป็นเรื่องที่อยากกลับไปซ้ำอีรอบจะได้ถ่ายยอดเขาสวย ๆ มาแทน) พอเริ่มดึกเราก็เข้าเต๊นท์ต่างคนต่างนอน แก๊ปแก๊ปได้อ่านก่อนมาว่าทางช้างเผือกจะขึ้นหลังตีสี่ทางทิศเหนือ เลยตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง พอตีสี่ครึ่งนาฬิกาปลุกแก๊ปแก๊ปนอนลืมตาคิดว่าจะนอนต่อดีหรือออกมาตามหาทางช้างเผือกดี ในใจก็คิดว่าอย่างน้อยให้ได้ออกไปดูเถอะว่ามีรึเปล่า นาน ๆ จะได้มาเที่ยวดูดาวแบบนี้สักทีก็เลยออกจากเต๊นท์ไปตามหาทางช้างเผือก แต่ภาพที่เห็นคือมีหมอกเต็มไปหมด บนท้องฟ้ามีดาวบ้างแต่ไม่เห็นเจอทางช้างเผือกเลย ก็เลยตัดใจเข้าเต๊นท์ไปนอนต่อ

 

ตอนเช้าลูกหาบต้มน้ำไว้ให้ทำมาม่าเรียบร้อยแก๊ปแก๊ปออกจากเต๊นท์มากินมาม่ากับพี่ ๆ ทั้ง 6 คน เริ่มเก็บเต๊นท์กัน ซึ่งถ้าลูกหาบแบกเต๊นท์ขึ้นมาเราแค่เอาของออกจากเต๊นท์ลูกหาบจะช่วยเก็บเต๊นท์ให้ แก๊ปแก๊ปก็รีบเก็บเต๊นท์เองและมีพี่ ๆ และเจ้าหน้าที่มาช่วยเก็บด้วย เก็บของเสร็จเราก็เริ่มเดินขึ้นเขาสุดชันที่เมื่อวานเราเดินลงโหด ๆ ขึ้นแบบต่อ ๆ กันไม่มีที่ให้พักเลย เหนื่อยตั้งแต่เริ่ม แต่ยังไงการลงเขารวม ๆ แล้วทางลงก็ย่อมมากกว่าทางขึ้น เวลาลงก็ง่ายกว่าเวลาขึ้น บางครั้งเราปล่อยขาฟรีในช่วงที่ดูปลอดภัยเพราะถ้าเบรคถ้ายั้งมาก ๆ จะเป็นภาระต่อเข่ามากเช่นกัน ต้องดูจังหวะให้เหมาะสมห่วงเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อน เราลงเขาไปด้วยถ่ายรูปและดึ่มด่ำบรรยากาศตอนลงเขาไปด้วย ขาลงเราก็เจอคนี่กำลังเดินขึ้นและคุยกันเหมือนเดิมเลยคือ “แก๊ปว่าเรามาผิดวันจริง ๆ นะพี่ วันก่อนหน้าเราก็น่ารัก วันนี้ก็มีแต่คนสวย ๆ ขึ้นเขา ไหงวันที่เราขึ้นเขาไม่เจอแบบนี้บ้างเลย ฮ่า ๆ ” เราทักทายคนเดินขึ้นเขาและให้กำลังใจไปว่า “อีกไกลเลยครับค่อย ๆ เดินนะครับไม่ต้องรีบ ที่่เดินไปแค่ 2% เอง” คุ้น ๆ มั้ย 555+ หลาย ๆ คนก็ส่งต่อไม้เท้าให้คนเดินขึ้น ในที่สุดเราก็เดินลงมาถึงบ้านอีต่อง เราเริ่มเดินลงตอน 7:30 น.เห็นจะได้มาถึงบ้านอีต่องตอน 10:30 น.โดยประมาณ ขาลงเร็วกว่าขาขึ้นเยอะใช้เวลาราว 3 ชั่่วโมงเอง แก๊ปแก๊ปก็รอเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกันลงมาถึงแล้วคุยกันว่าจะไปเที่ยวไหนก่อนกลับกรุงเทพฯดี ก็ตัดสินใจกันว่าจะยังไม่อาบน้ำ ไปอาบที่น้ำพุร้อนหินดาดเลย เราก็หมกตัวไปน้ำพุร้อนหินดาดกันต่อ ติดตามอ่านต่อภาค 3 นะครับ ^__^

 

บล็อกที่เกี่ยวข้อง

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด

รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

1 ความเห็นบน “รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก”

การแสดงความเห็นถูกปิด