Chef’s Table By Chef Art ประสบการณ์สุด Exclusive ที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต

ChefArtCover

Chef’s Table By Chef Art ประสบการณ์สุด Exclusive ที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา แก๊ปแก๊ปได้รับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารแบบ Chef’s Table ที่บ้านของเชฟอาร์ต ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ ซี่งเป็น Celebrity Chef เป็นที่ปรึกษาทางด้านอาหารให้กับสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เป็นผู้คิดเมนูให้ทางร้านอาหาร EST.33 และร้านภูภิรมย์ที่สิงห์ปาร์ค(ไร่บุญรอด)จ.เชียงราย เป็นประสบการณ์การรับประทานอาหารสุด Exclusive ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวในบ้านของ Chef Art ย่านเอกมัย กับ 5 เมนูอาหารที่อร่อยสุด ๆ กับอีก 1 ของหวานที่ลืมไม่ลง

เชฟอาร์ต-ChefArt

ตามเวลานัดราว 18.30 พวกเราก็ได้มาถึงบ้านเชฟอาร์ตที่ทางเข้านั้นซับซ้อนพอควร เราเดินเข้าไปก็พบกับโต๊ะหินอ่อนที่มีซิ้งค์สแตนเลส และครัวที่อยู่ในตัวบ้านตกแต่งอย่างสวยงาม มีโต๊ะเครื่องดื่มวางอยู่ใกล้กับบรรไดของบ้าน พวกเราไม่ค่อยคุยอะไรกันมานักออกจะดูเกร็งเล็กน้อย เพราะไม่เคยรับประทานอาหารในบรรยากาศแบบนี้มาก่อน เหมือนได้ไปบ้านเพื่อนที่ตกแต่งอย่างหรูหราแต่เนื่องด้วยเราไม่เคยรู้จักกับเชฟมาก่อนทำให้มีการเกร็งอยู่บ้าง  Chef Art ได้มีการชวนคุยและแซวพวกเราว่า “คุยหรือถ่ายรูปกันตามสบายครับไม่ต้องเกร็ง เดี๋ยวได้ทานอาหารสักพักน่าจะคุยกันง่ายขึ้น”(เพราะอาหารที่ทานจะได้ทานคู่กับไวน์และเบียร์ ซึ่งเบียร์เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารมื้อนี้ด้วย) เชฟยังได้เล่าอีกว่าก่อนที่จะมาทำ Chef’s Table อย่างทุกวันนี้ก็เคยทำงานในร้านอาหาร แต่ปัจจุบันด้วยการแข่งขันที่สูงและข้อจำกัดในการเป็นลูกจ้างนั้นมีมากมาย จะเปิดเป็นร้านอาหารก็ไม่อยากที่จะต้องบริหารคนจำนวนมาก เลยเกิดแนวความคิดที่จะทำบ้านให้เป็นครัวแลยเปิดเป็น Chef’s Table อย่างที่แก๊ปแก๊ปได้มาเห็นอย่างในทุกวันนี้

Chef's-Table

เบียร์และไวน์

การได้มารับประทานอาหารในแบบ Chef’s Table กับเชฟอาร์ตนั้น เป็นประสบการณ์ที่สุดแสนพิเศษ เพราะเราสามารถทานไปคุยไปและถามเชฟเกี่ยวกับความรู้ของส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำอาหาร ทำให้เราเข้าใจกับสิ่งที่เราทาน ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าอาหารที่ทานนั้นมีที่มา มี story ทำให้อาหารมีคุณค่าและอร่อยมากขึ้นด้วย เหมือนเวลาเราไปเที่ยวแล้วมีไกด์คอยให้ความรู้เราก็จะรู้สึกคุ้มค่ากว่าการที่เที่ยวชมได้แต่ความสวยงามแต่ขาดความรู้ความเข้าใจในสถานที่ที่เราได้ไปเที่ยว แก๊ปแก๊ปยังได้เห็นเชฟประกอบอาหารให้ชมอย่างช้า ๆ ที่ละขั้น ๆ  จัดจานอย่างพิถีพิถันก่อนที่อาหารจะถูกนำมาเสิร์ฟร้อน ๆ ต่อหน้าของพวกเราทุกคน มีผู้ช่วยคอยรินเบียร์และไวน์ตลอด ไม่นานนักอาหารจานแรกก็ถูกนำมาเสิร์ฟ

ขั้นตอนการทำ

วิธีกินหอยแมลงภู่

หอยแมลงภู๋
1.Baked Beer Blue Mussel
หอยแมลงภู่ออสเตรเลียสตรีมด้วยเบียร์ ทานคู่กับขนมปังกระเทียม เมนูนี้เชฟอาร์ตแนะนำวิธีการกินด้วยการนำเปลือกของหอยแมลงภู่ตัวแรกที่กินไปแล้ว ใช้คีบหอยแมลงภู่ตัวที่สองออกจากฝา เพราะฝาของหอยแมลงภู่นั้นมีความเป็นสปริงอยู่พอควร ทำให้กินได้สะดวกและเนื่องจากเป็นการรับประทานแบบ private มาก ๆ ทำให้พวกเราเองก็ใช้มือจับเปลือกหอยได้แบบไม่ต้องแคร์สายตาใคร เพราะมีแต่เรากันเองทั้งนั้น อีกทั้งเชฟแนะนำมาจะไม่ทำตามก็กระไรอยู่ ู^__^ หอยแมลงภู่ออสเตรเลียมีน้ำซอสที่หวานหอมอร่อยใช้ขนมปังกระเทียมจิ้มน้ำซอสก็อร่อยสุด ๆ ไม่มีกลิ่นคาวของหอยเลย เพราะหอยแมลงภู่ที่มาจากออสเตรเลียนี้ถูกเลี้ยงในแหล่งน้ำที่มีความสะอาดเป็นอย่างมาก ถูกดึงรยางค์ออกหมดแล้วทำให้รับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อยยิ่งมีไวน์ขาวและเบียร์ทานคู่ด้วยแล้วก็ยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก  ระหว่างที่พวกเรารับประทานอาหารจานแรก เชฟก็จะหยุดทำอาหารและชวนคุยบ้าง คุยเสร็จก็ทำอาหารจานที่สองต่อ

Lobster

2.Beer Butter Poached Lobster Bisque with Tail&Claw
ใช้กุ้ง Lobster ขนาดตัวกลาง ๆ ไม่ใหญ่จนเกินไป Poached ด้วย Butter Beer วางบนซอสมันกุ้ง(ซอสทำจากหัวกุ้งไม่ใช่เฉพาะมันกุ้ง) นำซอสบางส่วนไปตีให้เกิดฟองและใช้ช้อนตักวางลงรอบ ๆ ตัวกุ้ง top บนน้ำซอส แล้วนำก้ามของ Lobster มาวางบนเนื้อกุ้งอีกที เมนูนี้น้ำซอสได้กลิ่นและความรู้สึกแบบทะเลบางเบา มีความเค็มนิด ๆ ด้วยความเบาบางและน้ำซอสที่ถูกตีฟองทำให้เวลาทานเราจะรู้สึกว่าเป็นซอสที่นุ่มมาก ๆ นุ่มและเบาบางจนแก๊ปแก๊ปเคลิบเคลิ้มไปเลยทีเดียว  และเมื่อได้ลองกัดเนื้อกุ้ง เนื้อกุ้งจะเด้งสู้ฟันกำลังดีไม่แน่นหรืออ่อนยวบจนเกินไป เรียกได้ว่าเพอร์เฟค!!!

ลิ้นวัว

3.Ox tongue boil with Leo Beer
เมื่ออาหารจานนี้นำมาวาง ก็จะมาพร้อมกับไวน์แดง วิธีทำคือนำลิ้นวัวไปหมักด้วยเบียร์ลีโอกับเกลือและน้ำตาล ต้มกับเบียร์แล้วน้ำมาหั่นเป็นแผ่นขนาดกำลังดี top ด้วยผักสลัด และราดด้วยซอส Balsamic ฮันนี่มัสตาร์ด และ pesto ซอสเล็กน้อย เนื้อวัวนุ่มละมุนมาก ๆ แทบไม่ต้องเคี้ยวเลย พอทานคู่ผักสลัดและซอส Balsamic แล้วอร่อยสุด ๆ ยิ่งกัดมะเขือเทศตามจะทำให้เกิดรสชาติและกลิ่นที่ตัดกันอย่างพอดี ๆ เรียกได้ว่าความอร่อยแต่ละเมนูมันเพิ่มขึ้น ๆ จนเราอดใจแทบจะไม่ไหวเลยว่าจานถัดไปรสชาติจะเป็นอย่างไร

พาสต้าสะโพกแกะ

4.Homemade Fettuccine Lamb n Wild Mushroom Ragù
พาสต้าเป็นเส้นFettuccine สดเชฟทำเอง ราดด้วยซอสเนื้อสะโพกแกะและเห็ดสับ ให้รสเข้มข้นมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หอมอร่อย เส้นนุ่มกำลังดีไม่แข็งทำให้ทานง่าย เนื้อและเห็ดสับจะติดมากับเส้นพอควรทำให้ได้รสชาติและกลิ่นของอาหารทุกครั้งที่กินเลยทีเดียว

แก้มวัวและเนื้อริบอาย

5.Butter basting US. Prime rib eye n wild mushroom risotto
นำแก้มวัวนำวางในถาดรองด้วยตะแกรงใช้เบียร์กับน้ำสต็อกในการสตรีมแก้มวัว เสร็จแล้วนำแก้มและเนื้อริบอายมาวางไว้บน risotto ทำให้เนื้อแก้มนุ่มมาก ๆ และเมื่ออยู่ในจานเดียวกับเนื้อUS ริบอายที่มีความกระด้างและต้องใช้แรงเคี้ยวมากกว่าทำให้รสชาติสัมผัสต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าสลับเคี้ยวไปมาจะทำให้เกิดคอนทราสเป็นอย่างมาก และยังมี risotto ที่มีความเหนียวหนึบกำลังดีทำให้รสชาติ blend และกลมกล่อม ทำให้มีทั้งความเข้ากันและตัดกันในอาหารจานเดียวกัน ทำให้อาหารจานนี้อร่อยมากยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งมีไวน์แดงที่ทานด้วยแล้ว บอกได้คำเดียวว่า “ฟินสุด ๆ ”

เบียร์ลีโอ

จบไปแล้วกับเมนูอาหาร 5 อย่าง ความรู้สึกคืออาหารแต่ละจานจะมีความอร่อยและพีคขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากพวกเราจะอิ่มเอมทั้งท้องทั้งใจกันพอควรแล้ว พวกเรายังเมากันได้ที่เลยด้วย เพราะอาหารที่ทานผ่าน ๆ มานั้น หมดไปพร้อมกับเบียร์รวมถึงไวน์ขาวและไวน์แดงอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้พวกเราพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พลันเพื่อนก็ถามเชฟขึ้นมาว่า นิยามคำว่าอาหารของเชฟคืออะไร “สำหรับผมอาหารคือความสุข ไม่มีอะไรอธิบายได้ดีไปกว่าคำว่าความสุข ได้ทำด้วยได้ทานด้วย เอนจอยทุกครั้ง” เราพูดคุยกันสักพัก เชฟก็ทำของหวานและนำมาเสิร์ฟเป็นจานสุดท้าย

ช็อคโกแลตลาวา

6.ช็อคโกแลตลาวา
เป็นช็อคโกแลตลาวาที่ top ด้วยไอซ์ซิ่ง ข้าง ๆ กันมี ไอศครีมวานิลาวางอยู่บนไวท์ช็อคโกแลตประดับด้วยใบมินต์ และมีสตอเบอรี่กับบลูเบอรี่ราดด้วยซอสเสาวรส ช็อคโกแลตลาวาที่นำมาเสิร์ฟแบบร้อน ๆ เมื่อใช้ช้อนตัดออกทำให้ช็อคโกแลตร้อน ๆ ไหลลงมาน่ากินเป็นที่สุด ช็อคโกแลตที่ไม่หวานจนเกินไปและอุ่นกำลังดี ทานคู่กับไอศครีมวานิลาเย็น ๆ และลองกัดไวท์ช็อคโกแลต หรือทานสตอเบอรี่บลูเบอรี่ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวของซอสเสาวรสด้วยแล้ว ทำให้มีความหลากหลายของรสชาติและความหลากหลายของรสสัมผัสในจานเดียว บอกได้คำเดียวว่า “อร่อยสุด ๆ ” และเป็นการปิดท้ายอาหารมื้อนี้ไปได้อย่างงดงาม

เชฟอาร์ต

สำหรับใครที่อยากมาลองรับประทานอาหารกับเชฟอาร์ตอย่างที่แก๊ปแก๊ปได้ลองแล้วละก็ต้องจองก่อนล่วงหน้าหลายวันหรืออาจจะเป็นเดือน เพราะมีคิวต่ออยู่ตลอด เชฟได้เล่าว่าส่วนมากที่มาจะมีทั้ง เจ้าของบริษัท ผู้บริหาร มีแม้กระทั่งนักการเมืองหรือดารา ที่ต้องการทานอาหารแบบเป็นส่วนตัว หรือคุยงานที่เป็นความลับ สำหรับการมารับประทานอาหารหนึ่งครั้งสามารถเลือกงบได้เริ่มต้นตั้งแต่ 3500 บาทขึ้นไป(อาหารที่เชฟจะเตรียมให้ก็ตามราคาที่เราให้ไป) มาอย่างน้อยครั้งละ 4 คน สามารถเลือกได้ว่าจะทานอาหารประเภทไหน เชฟอาร์ตจะถามก่อนว่ามีใครไม่รับประทานหรือแพ้อาหารประเภทใดบ้าง เพราะเชฟจะได้เตรียมวัตถุดิบให้ทุกคนทานได้อย่างแน่นอน แหม่รีวิวไปก็หิวไป งั้นขอตัวไปหาอะไรทานแก้หิวก่อนแล้วกันครับ ^___^

ช่องทางการติดต่อเชฟอาร์ต

Instagram : Cheffyart

Line Id : Cheftablebyart

FB : Cheffy Art
หมายเหตุ มีพี่ ๆ น้องๆ อีก 7 คนที่ไปทานอาหารด้วยกัน ไปอ่านความคิดเห็นมุมต่างของแต่ละคนได้ที่นี่ครับ

  1. อาหารที่ปรุงจากเบียร์ by เชฟอาร์ต
  2. สุดExclusiveเปิดบ้านทานมื้อค่ำกับ Chef’s Table By เชฟอาร์ต
  3. Chef’s Table By เชฟอาร์ต ที่นี่..อาหารคือความสุข
  4. สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษและลิ้มรสความอร่อยไปกับ Chef’s Table
  5. Chef’s Table By Chef Art ประสบการณ์สุด Exclusive ที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต
  6. เปิดเมนูใหม่สุดพิเศษในสไตล์ Chef’s Table by เชฟอาร์ต
  7. เปิดประสบการณ์ความอร่อยในรูปแบบ Chef’s Table ไปกับ เชฟอาร์ต