10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับดอกซากุระ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับดอกซากุระ

ตลอดเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ตอน social media ต่าง ๆ มักจะเต็มไปด้วยรูปภาพของต้นซากุระและดอกซากุระ เพราะถือว่าเป็นช่วง high season ของการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเลย สำหรับใครอยากจะไปเที่ยวชมซากุระถ้าปีนี้ไม่ทันแนะนำให้ไปปีหน้า จองตั๋วเครื่องบินและที่พักแต่เนิ่น ๆ เพราะตั๋วเครื่องบินและที่พักจะเต็มเร็วมาก สำหรับใครอยากเที่ยวแบบมีข้อมูลไปหน่อย ไปชมซากุระแบบได้ความรู้เรามี 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับซากุระมาฝากกัน

ดอกซากุระ

1.ซากุระ เป็นชื่อสามัญแต่ไม่ได้เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ดอกไม้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้เป็นดอกไม้ประจำชาตินั้นคือดอกเก็กฮวย(ดอกเบญจมาศ)
2.ซากุระถูกใช้เป็นชื่อตัวละคร ตัวการ์ตูน หรือถูกใช้เปรียบเปรยในบทกวีต่าง ๆ อย่างมากมาย เพราะดอกซากุระมีความเฉพาะตัวที่บานไม่นานและเวลาร่วงก็จะร่วงพร้อมกันทั้งหมด
3.ต้นซากุระมีถิ่นกำเนิดจากจีนตอนใต้ เกาะไต้หวัน หมู่เกาะโอกินาวา แต่ต้นซากุระนั้นมีอยู่ในหลาย ๆ ประเทศมาก ๆ นอกจากที่ญี่ปุ่นแล้วยังมีทั้งในประเทศ เกาหลี แคนนาดา สหรัฐ จีน
4.ที่น่าแปลกที่สุดคือ เมืองที่มีต้นซากุระมากที่สุดไม่ใช่เมืองในประเทศญี่ปุ่น แต่กลับเป็นเมือง Macon รัฐ Georgia ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีต้นซากุระมากกว่า 300,000 ต้นแหนะ
5.ดอกซากุระในประเทศญี่ปุ่นส่วนมากจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งจะบานในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิช่วงที่อากาศหนาวเรื่มจางลงพร้อมกับความอบอุ่นที่เข้ามาแทนที่ ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้น เปิดเทอมใหม่ เริ่มเข้าทำงาน ก็เริ่มในต้นเดือนเมษายนเช่นกัน ดอกซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์จากทางใต้ไล่ขึ้นไปทางเหนือ ตามสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นจากทางใต้ไล่ขึ้นมาทางเหนือ ทำให้มีช่วงชมซากุระตามแต่ละภูมิภาคให้ได้ท่องเที่ยวกันอย่างมากมาย
6. ฮานามิ (花見 แปลว่า การชมดอกไม้ ) เป็นประเพณีการชมความงามของดอกไม้โดยเฉพาะดอกซากุระเพื่อความเพลิดเพลินมีมานานมากกว่าพันปีโดยเริ่มต้นจากชนชั้นสูง ฮะนะมิจะถูกจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งกลับกันกับเทศกาลโมมิจิกะริ (紅葉狩り) ที่จัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมหนึ่งของฮะนะมิที่เก่าแก่กว่าการชมซากุระ นั่นคือการฉลองการบานของดอกพลัม (梅 – อุเมะ) ซึ่งยังคงปฏิบัติกันในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ ผู้ต้องการความสงบเงียบมากกว่าการฉลองการบานของซากุระ
7.ดอกซากุระเมื่อบานสะพรั่งเมื่อผ่านไปราว 1 สัปดาห์หลังจากดอกช่อแรกเริ่มบาน และเพียงไม่กี่อาทิตย์ดอกซากุระก็จะร่วงพร้อมกันทั้งหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นทหารและวิถีความเป็นบูชิโดของญี่ปุ่น
8. คำว่า “ซากุระ” ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า “ซะกุยะ” (咲耶 หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเทพธิดา โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม (木花之開耶姫) ในเทพปกรณัมของญี่ปุ่น มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเทพธิดาองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่า “เจ้าหญิงดอกไม้บาน” และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เทพธิดาองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นตัวแทนของดอกไม้ญี่ปุ่น
9.ต้นซากุระเป็นพืชตระกูลเชอรี่ ดังนั้นผลที่ได้ก็มีลักษณะเป็นลูกเชอรี่ แต่รสชาติเปรี้ยวอย่าบอกใครเชียว จึงไม่นิยมทานลูกเชอรี่ที่มาจากต้นซากุระกัน และที่สำคัญที่ญี่ปุ่นนั้นเน้นดอกซากุระเป็นหลัก จึงคัดสายพันธุ์มาแล้ว ไม่ค่อยมีลูกให้เห็นเท่าไหร่
10.ต้นซากุระมีหลากหลายสายพันธุ์มาก ๆ ทำให้มีดอกซากุระหลายแบบ แต่ที่นิยมชมชอบกันเห็นจะเป็นซากุระแบบ 5 กลีบเพราะดูเรียบง่ายแต่สวยงาม ดอกซากุระแต่ละสายพันธุ์ก็มีกลีบไม่เท่ากัน บางสายพันธุ์มี 5 กลีบ 10 กลีบ 20 กลีบ มีบางสายพันธุ์มีถึง 100 กลีบเลยนะ สีของกลีบดอกก็ไม่เหมือนกันอีก มีทั้งสีขาว สีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม

osaka

หลาย ๆ เรื่องอาจจะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วเกี่ยวกับซากุระ แต่ก็มีหลายข้อที่น่าแปลกใจเหมือนกันนะ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ซากุระจะมีประวัติหรือเรื่องเล่า มี story อะไรขนาดนี้ ว่าแล้วก็อยากจะชิมผลเชอรี่ของต้นซากุระสักครั้งเหมือนกันนนะ ในช่วงเดือนมีนาคมเมษายนก็ยังมีสินค้าที่มีส่วนผสมจากดอกซากุระออกมาอย่างมากมายให้ได้ชิมหรือมีแพ็คเกจสวย ๆ แบบ Limited Edition ให้สะสมกันด้วย ว่าแล้วขอวางแผนไปเที่ยวชมซากุระก่อนครับ ไว้เจอกันใหม่คราวหน้าวันนี้สวัสดีครับ (แหม่ ทำอย่างกับรายการทีวี เวอร์เชียว)

รีวิว เที่ยวเขื่อนแก่งกระจานลอยคอกระโดดสะพานแม่น้ำเพชรบุรี ชมทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง

รีวิว เที่ยวเขื่อนแก่งกระจานลอยคอกระโดดสะพานแม่น้ำเพชรบุรี ชมทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง

เห็นคนมารีวิวเขาพะเนินทุ่งในแบกเป้เที่ยวใน Facebook แล้วอยากไปมาก อยากไปเห็นทะเลหมอกใกล้กรุงเทพฯ ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือ อยากพาน้องใบบัวไปดูทะเลหมอกด้วย เพราะเด็ก ๆ จำไม่ได้ว่าเคยดูทะเลหมอกที่ไหนมั้ย กว่าจะเคยเห็นทะเลหมอกครั้งแรกก็ตอนเรียนปี 3 อายุ 20 ปีไปเห็นที่ภูชี้ฟ้า ครั้งแรกที่เห็นทะเลหมอกนั้นประทับใจมาก ทั้งตื่นตาตื่นใจ ทั้งตื่นเต้น ครั้งนี้เลยไปตั้ง event ไปดูทะเลหมอกโดยมีแพลนจะไปค้างบ้านเพื่อนอยู่ริมแม่น้ำเพชร ตอนเช้าจ้างรถมารับหน้าที่พักตอนตี 4.30 น. และนั่งไปดูทะเลหมอกกัน สาย ๆ ก็กลับ

รีวิว

วันแรกแก๊ปนัดกับเพื่อนให้มารับที่ Lotus พระราม2 ตอน 9 โมงเช้า แล้วไปแวะตลาดมหาชัยซื้อของสดอาหารทะเลสำหรับปิ้งย่างกันสำหรับมื้อเย็น ซื้อปลาหมึกย่างมากินกันบนรถ กว่าจะถึงบ้านเพื่อนก็บ่าย ๆ ก็ลงเล่นน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีกัน กิจกรรมที่สุดแสนสนุกนั่นก็คือ การกระโดดจากสะพานสูง 5-6 เมตร ลงมาในแม่น้ำ วันที่ไปน้ำในแม่น้ำขึ้นสูงเพราะเขื่อนปล่อยน้ำออกมาเยอะ จุดที่กระโดดต้องให้เจ้าบ้านชี้จุดเพราะเป็นจุดที่แม่น้ำลึก กระโดดแล้วไม่อันตราย ตอนแรกมองจากข้างล่างก็ไม่ได้ดูสูงเท่าไหร่ คนอื่นโดดก็ไม่ได้น่ากลัว แต่พอเราไปกระโดดเองไปยืนเองนี่สิ มันก็น่ากลัวมากเลยนะ มองลงมาแล้วไม่ค่อยกล้าโดด ยึกยัก ๆ อยู่หลายรอบ สุดท้ายก็กระโดดลงมาจนได้(ก่อนกระโดดต้องเช็คก่อนว่าไม่มีเรือยางหรือคนลอยคอผ่านมานะ) ตอนเย็นย่ำค่ำ ๆ เราก็ปิ้งเผาทำอาหารทะเลกินกันกับเบียร์เล็ก ๆ  น้อย ๆ มีเหล้าปั่นด้วย ก่อนจะหลับไปตอนเที่ยงคืน

อุทยานแห่งชาติ

เขาพะเนินทุ่ง

ตื่นมาตีสี่กว่า ๆ เกือบตีสี่ครึ่ง ต้องลุกมาล้างหน้าแปรงฟัน ไม่นานนักรถก็มารับเพื่อไปเขาพะเนินทุ่ง ทางไกลลมเย็นมาก ๆ ใครไปเที่ยวแบบผมแนะนำให้ใส่ขายาว รองเท้าผ้าใบ เตรียมเสื้อกันลมพร้อมฮู๊ดไปด้วย แก๊ปใส่เสื้อกันหนาวแต่นั่งหลังสุดเลยมันมีลมเย็นมาปะทะบอกได้คำเดียวว่าหนาวมาก ไปกัน 12 คนไม่รวมเด็ก  1 คน กับคนขับอีก 1 คน นั่งหน้า 4 คน หลังอีก 8 คนเสียค่าเข้าอุทยาน 1430 บาทที่ด่านสามยอดรวมทั้งคนทั้งรถ จากด่านสามยอดจะวิ่งไปอีก 32 กิโลเมตรเป็นทางสวนกันได้จะถึงจุดที่สองคือบ้านกร่าง จากบ้านกร่างไปที่เขาพะเนินทุ่งเนื่องจากทางแคบ (แต่ไม่ได้แคบมาก แต่ก็รถสวนกันไม่ได้) เลยมีเวลาปิดเปิดสำหรับการขึ้นลงว่าเวลาไหนเป็นเวลาขึ้น เวลาไหนเป็นเวลาลง โดยกำหนดไว้ดังนี้

เวลาขึ้นเขาพะเนินทุ่ง (จากบ้านกร่าง)
รอบที่ 1 เวลา 5.30 – 17.30 น.
รอบที่ 2 เวลา 13.00-15.00 น.

เวลาลงจากเขาพะเนินทุ่ง
รอบที่ 1 เวลา 9.00 – 10.00 น.
รอบที่ 2 เวลา 16.00-17.00 น.

เขาพะเนินทุ่ง อ่านเพิ่มเติม “รีวิว เที่ยวเขื่อนแก่งกระจานลอยคอกระโดดสะพานแม่น้ำเพชรบุรี ชมทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง”

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

พอดีแก๊ปแก๊ปไปเจอกระทู้รีวิวท่องเที่ยวเขาช้างเผือกใช้เงิน 1000 บาทจากกระทู้เวบ pantip โหอ่านแล้วมันน่าไปมาก ๆ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย ก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาช้างเผือกดูว่าถ้าจะไปต้องทำยังไงบ้าง ช่วงหลัง ๆ เขาช้างเผือกถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฮิตมาก ๆ ทำให้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่จะขึ้นเขาช้างเผือกต้องทำการโทรจองล่วงหน้า และมีกำหนดการเปิดปิดเส้นทางเดินเขาช้างเผือกในแต่ละปี ซึ่งในปี 2557 นี้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้กำหนดให้ขึ้นเขาช้างเผือกได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2558 สำหรับปีนี้มีเวลาแค่สามเดือนเท่านั้น ซึ่งทางอุทยานจำกัดจำนวนไว้ที่วันละ 60 คนเท่านั้น ซึ่งการเที่ยวเขาช้างเผือกนั้นสะดวกมาก ๆ เพราะสามารถเดินทางคืนวันศุกร์(นอนในรถ)ถึงเช้าวันเสาร์ เดินขึ้นเขาตอนเช้า และลงจากเขาเช้าวันอาทิตย์ บ่าย ๆ เย็น ๆ ไปแช่น้ำพุร้อนหินดาด ดึก ๆ กลับถึงกรุงเทพฯได้พอดี

 

 

การเตรียมตัวไปเขาช้างเผือกการเดินเขาและข้อควรรู้ต่าง ๆ

1.ต้องโทรจองกับทางอุทยาน โดยทางอุทยานจะเริ่มรับโทรศัพท์ตอน 9 โมงเช้าที่เบอร์ 034-510979 และ 081-3820359 เท่านั้น ไม่เปิดรับจองทางอื่น และรับจองล่วงหน้าได้มากที่สุดแค่ 7 วันก่อนขึ้นเขาช้างเผือกหากจะไปวันศุกร์หน้าต้องโทรวันศุกร์นี้ตอน 8 โมง แต่หากวันอังคารหรือพุธหน้ายังว่างก็สามารถจองวันศุกร์นี้ได้ เป็นต้น แต่แก๊ปแก๊ปแนะนำว่าให้เริ่มโทรได้ตั้งแต่ 7:55 น. ได้เลย หาโทรศัพท์เบอร์บ้านหรือมือถือที่กด redial ง่าย ๆ สองเครื่องหรือที่มีฟังก์ชันโทรซ้ำอัตโนมัติก็น่าจะดี สามารถจองได้มากที่สุดกรุ๊ปละ 10 คน

2.หลังจากจองได้แล้ว ต้องส่งรายชื่อทั้งหมดพร้อมสำเนาบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ให้อุทยานทางอีเมล์ thongphaphumoffice@gmail.com หากจองได้แล้วหาเพื่อนไปได้ไม่ครบแนะนำให้ลองโพสชวนคนอื่น ๆ ที่หน้าวอล์ตัวเองและเพจของอุทยานหรือบอร์ดเที่ยวหารเฉลี่ยต่าง ๆ หากได้คนพอควรแต่ไม่ครบจริง ๆ ควรแจ้งอุทยานถึงจำนวนที่แท้จริง

3.หากจองเองมันยากแล้วล่ะก็ เรามีวิธีมาแนะนำ คือเข้าไปที่เพจของอุทยานทองผาภูมิหรือเวบบอร์ดท่องเที่ยวแบบหารเฉลี่ย จะมีคนที่จองได้แต่คนไปไม่เต็มอาจจะขอเค้าติดไปด้วยได้ ให้รีบส่ง messege ไปที่ inbox หรือหากลงเบอร์โทรไว้ก็โทรถามเลยจร้าาาา (อย่าลืมส่งสำเนาบัตรประชาชนและเบอร์โทรให้คนที่จัดการจองด้วยนะ) หรือมีอีกวิธีคือจองกับท้วร์ซึ่งจะแพงนิดหน่อย แต่การจองกับทัวร์ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ไปนะครับ เพราะทัวร์ก็ต้องโทรจองอีกเหมือนกันฮา ๆ แต่มีดราม่าว่าทัวร์มักจองได้นี่สิ เหอ ๆ

4.แนะนำให้จ้างลูกหาบไว้ ค่าลูกหาบ 1 คน(2 วัน 1 คืน แบกของขึ้นและลง) 1,100 บาท แบกหนัก 30 กิโลกรับ หากเกินคิดกิโลกรัมละ 30 บาท ลูกหาบมีหน้าที่ก่อไฟ ตั้งเต๊นท์ ต้มน้ำ หุงข้าวให้ได้(กับข้าวทำเองนะ แต่แนะนำให้เอามาม่าคัพขึ้นไปเพื่อความสะดวก) ให้ลูกหาบแบกเต๊นท์ ของใช้ส่วนกลางและน้ำส่วนหนึ่ง คำนวณให้ดีนะว่าจะใช้ลูกหาบกี่คน โดยประมาณนักท่องเที่ยว 2-4 คนใช้ลูกหาบ 1 คน ถ้าไม่ได้ทำอาหารกินเองมากมาย แบกทั้งหมดเองได้มั้ย ต้องบอกว่าถ้าฟิตมากก็แบกได้นะ(แก๊ปแก๊ปแบกเกือบทุกอย่างเอง มีเพียงน้ำ 3 ลิตรเท่านั้นที่ฝากลูกหาบ ตัวเองเอาน้ำขึ้นไป 1 ลิตร เติมน้ำจากน้องอีกนิดหน่อย เลยให้พกน้ำเอง 1.5 ลิตร เต๊นท์ถุงนอนของทุกอย่างแก๊ปแก๊ปแบกเองหมด) แต่ไม่แนะนำให้แบกเองเท่าไหร่ เป็นไปได้แบกแค่น้ำ 1.5 ลิตรและเสื้อผ้าเบา ๆ กล้องหรือมือถือก็พอ แบบเดินตัวปลิว ๆ สบายกว่ากันเยอะ

5.สิ่งของที่ควรเตรียมไปด้วย***
-เสื้อผ้า 3 ชุด เสื้อกันหนาว 1 ตัว โดยทิ้งไว้ที่รถ 1 ชุดพร้อมเครื่องอาบน้ำ(เตรียมถุงหรือกระเป๋าใบเล็ก ๆ ไว้ที่รถได้เลย) อีก 1 ชุดไว้ปีนขาขึ้น ชุดสุดท้ายไว้เปลี่ยนนอนและปีนเขาลง กางเกงเดินขึ้นเขาควรใช้ขายาวเบา ๆ และไม่ใช่กางเกงยีนส์เพราะหนักและอมน้ำ เสื้อควรใช้เสื้อที่แห้งได้ไวแขนยาว หากใช้แขนสั้นควรมีปลอกแขนไว้กันแดดกันเสียดสี
-ถุงมือ เอาไว้ไม่ให้มือดำ และจับสลิงหรือรูดสลิงแล้วไม่เจ็บ (แก๊ปแก๊ปใส่แต่ปลอกแขนไม่ได้ใส่ถุงมือ ตอนนี้มือดำเมี่ยมเลย แต่แขนขาวเหอ ๆ จับสลิงก็เจ็บ)
-หมวกแบบมีผ้าคลุมด้านหลังด้านข้าง 1 ใบ อาจจะเป็นหมวกปีกยาว  ๆ สักหน่อยก็ได้(ถ้าไม่มีหมวกแนะนำให้ซื้อได้ที่บ้านอีต่อง มีขายใบละ 90-100 บาท)
-แว่นตากันแดด เนื่องจากบนเขาแดดแรงมากมีแว่นตากันแดดจะช่วยทำให้สบายตาและรู้สึกเย็นมากขึ้น
-ร่มพับเล็ก ๆ 1 คัน เพราะช่วงระหว่างปีนแดดร้อนมากและไม่ค่อยมีร่มไม้ให้หลบ หมวกก็ปิดได้เฉพาะใบหน้าเอาไม่อยู่ ดังนั้นการมีร่มขนาดพอเหมาะจะดีมาก ๆ (แก๊ปแก๊ปไม่ได้พกไป แล้วเดินเขาช้างเผือกนี่เป็นเหมือนทุ่งหญ้าโล้น ๆ มีต้นไม้น้อยมาก ต้นไม้ที่มีก็ไม่มีใบ เรียกว่าไม่มีที่ร่มให้หลบเลยจะตายเอา เขาชันไม่กลัว แต่ร้อน ๆ แบบนี้ก็ไม่ไหวนะ)
-ทิชชู่เปียก ไว้เช็ดตัวเช็ดเท้าก่อนนอน อยู่บนนั้นไม่มีน้ำให้อาบนะบอกไว้ก่อน
-ทิชชู่แห้ง ไว้เช็ดทำความสะอาดต่าง ๆ และใช้เวลาเข้าห้องน้ำ
-แป้งเย็น ทาให้สบายตัว โรยเท้าดับกลิ่นต่าง ๆ
-ถุงเท้าสองคู่ ใส่ปีนเขาวันแรก และใส่ปีนเขาลง
-ถุง 4-5 ใบ ไว้ใส่เสื้อผ้าใส่แล้ว ใส่ถุงเท้า ใส่ขยะ
-เต๊นท์นอน ผ้ารองเต๊นท์ ถุงนอน เตรียมให้พร้อมให้พอดีตามจำนวนคน อย่าเอาเปลไปนะ เพราะไม่มีต้นไม้ให้ผูกเต๊นท์เว้นแต่จะเอาไม้ไผ่ที่เอาขึ้นไปด้วยไปปัก ซึ่งลำบากนะ
-น้ำดื่ม  อย่างน้อยคนละ  3 ลิตร ถ้าเป็นคนดื่มน้ำเยอะหรือน้ำหนักตัวมากแนะนำให้เอาขึ้นไป 4 ลิตร ขาขึ้นควรแบกน้ำเอง 1.5 ลิตร น้ำขาขึ้นเหลือไม่เป็นไรแต่ถ้าขาดนี่หนักเลย ส่วนขาลงถ้าเหลือ 1 ลิตรจะกำลังดี(แล้วแต่คนด้วย) เพราะเขาชันมากและแดดร้อนสุด ๆ
-อาหารที่จะกินมื้อเย็นและมื้อเช้าอีกวั้นบนเขาช้างเผือกไว้ล่วงหน้า บนนั้นไม่มีอะไรขายนะจ๊ะ แนะนำว่าเป็นมาม่าคัพก็สะดวกสุด ๆ หรือเป็นขนมปัง 7-11 เป็นมื้อเช้าก็สะดวกดี ส่วนมื้อเช้าและเที่ยงวันปีนเขาซื้อจากด้านล่างที่บ้านอีต่องได้เลย(มื้อเช้ากินที่ร้าน มื้อเที่ยงใส่กล่องพกขึ้นเขาไปด้วยหรือถ้ามั่นใจว่าจะไปกินที่จุดกางเต๊นท์ก็ฝากลูกหาบขึ้นไปเลย แต่ระหว่างทางวิวสวย พักกินข้าวก็โอนะ ระยะเวลาเดินขึ้นเขาประมาณ 4 ชั่วโมง กะเวลาและวางแผนเอาเองละกัน)
-รองเท้าเดินป่าหรือรองเท้าผ้าใบ เอาแบบพื้นยางลึก ๆ เดินหนึบ ๆ ไม่ลื่น ไม่ควรใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าที่ไม่รัดข้อ เพราะลื่นและชันมาก บางช่วงเป็นดินลื่น ๆ เอียงไปทางเหวเล็กน้อย (แต่แก๊ปแก๊ปเจอลูกหาบใส่ถุงเท้าและหูหนีบ เดินปลิวเลยจร้า แต่อย่าเลียนแบบเลยอันนั้นเค้าชำนาญละ)
-กล้อง หรือ มือถือ gadget ต่าง ๆ เอาไว้ถ่ายรูป แนะนำกล้องตัวเล็ก ๆ พกพาสะดวก อย่าง go pro หรือ sj4000 เพราะจะหยิบมาถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ และแบตกล้องควรชาร์จให้เต็มก่อนมานะ เมมเตรียมให้พร้อม
-หากอยากเล่นเน็ตบนเขา ให้เตรียมซิมของ ais ไว้ได้เลยจร้า(เร็วและแรงมากๆ พี่ที่เพิ่งรู้จักบอกว่าสัญญาณแรงกว่าที่ตาคลีบ้านพี่เค้าซะอีก) ส่วนสัญญาณโทรศัพท์มีครบทั้ง 3 ค่าย แต่ dtac กับ true เล่นเน็ตไม่ได้เลย เหอ ๆ
-power bank อันนี้ไม่แนะนำให้พกขึ้นเขาซะเท่าไหร่ คือคืนก่อนขึ้นเขาชาร์จให้เต็ม 100% ก็น่าจะอยู่พอดีลงเขา แต่ถ้าจำเป็นก็หาขนาดเล็ก ๆ ไม่หนักขึ้นเขาละกันเนอะ เพราะบางคนใช้มือถือถ่ายรูปเยอะ
-ไฟฉาย เทียน พกไปด้วยเผื่อลงจากยอดเขาช้างเผือกไม่ทันถ่ายรูปเพลิน หรือใช้ตอนหยิบของก็สะดวกดี บนเขามีตะเกียงให้แต่ไม่มีเทียน
-กล้วยตาก 1 กล่อง ซื้อที่ 7-11 ใช้เป็นแหล่งพลังงานฉุกเฉินตอนปีนขึ้นเขา หากพลังงานหมดขาก้าวไม่ออกหรือรู้สึกวิงเวียน หลังจากได้พักแล้วให้กินกล้วยตากจะช่วยเติมพลังงานแบบเร่งด่วนได้ดี ทำให้สดชื่นเดินต่อได้แบบสบาย ๆ

 

 

6.ก่อนไปที่บ้านอีต่องจะผ่านที่ทำการอุทยานต้องซื้อบัตรที่หน้าป้อม โดยบอกจำนวนคนและแนะนำให้ขับรถไปที่ตัวอาคารที่ทำการอุทยานเพราะทุกคนที่ไปต้องไปกรอกเอกสาร โดยแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายดังนี้
-ค่าพื้นที่กางเต๊นท์ 30 บาทต่อคน
-ค่าขึ้นเขา 30 บาทต่อคน
-ค่าเจ้าหน้าที่นำทาง 1200 บาท/เจ้าหน้าที่ 1 คน/นักท่องเที่ยว 10 คน สรุปส่วนนี้ตีกลม ๆ ว่า 120 บาทต่อคน(ตอนแก๊ปแก๊ปไปเจ้าหน้าที่จะเดินปิดท้ายให้รู้ว่าคนครบ ถ้าไปไม่ถึง 10 คน จะจับรวมกรุ๊ป ให้ได้ 10 ถ้าไม่ได้ก็หารตามจำนวนคน)

 

7.ควรเข้าห้องน้ำทำธุระทั้งหนักและเบาให้เรียบร้อย เพราะบนเขาเป็นส้วมหลุม กลิ่นนรกแตกมาก ๆ ถ้าถ่ายหนักบนเขานี่บอกเลย ถ่ายเสร็จแทบอ้วก แนะนำให้เดินเข้าป่า แต่ป่าก็ไม่ได้เดินเข้าง่าย ๆ นะ เพราะตรงนั้นสันเขาล้วน ๆ มีแค่จุดกางเต๊นท์ที่เป็นลาน สรุปทำธุระให้เสร็จตั้งแต่ข้างล่างจะดีที่สุด เหอ ๆ

8.ควรเดินขึ้นเขาแต่เช้าเพราะแดดจะได้ไม่ร้อน (แก๊ปแก๊ปขึ้นเขาตอน 10 โมงกว่า โคตรร้อนเลยจร้า กว่าจะถึงจุดกางเต๊นท์บ่ายสอง เจอแดดเที่ยง ๆ บ่าย ๆ ไม่มีร่มเงาแทบเป็นลม) เดินขึ้นเขาจะใช้เวลาไปถึงจุดกางเต๊นท์ประมาณ 4 -6ชั่วโมง และจะเริ่มเดินขึ้นสันคมมีดและยอดเขาช้างเผือกตอนประมาณ 15:30 น. หรือ 16:00 น. แล้วแต่จำนวนคนและเจ้าหน้าที่ ควรพกไฟฉายเดินขึ้นสันคมมีดและยอดเขาด้วย

9.หาไม้เท้าค้ำยันขนาดพอดีมือไม่มีรอยแตกหรือเสี้ยนให้บาดมือใช้ระหว่างเดินขึ้นและลงเขาจะช่วยได้มาก ขาขึ้นอาจจะขอจากคนที่กำลังลงก็ได้ ขาลงก็แบ่งปันให้คนที่กำลังจะขึ้น ส่วนตอนปีนขึ้นสันคมมีดไม่ต้องพกไม้ค้ำไปนะ(มันเกะกะ) เก็บไว้ข้างเต๊นท์ไว้ใช้ขาลงก็พอ

10.หากอยากดูดาวให้ดับไฟบริเวณรอบ ๆ ให้หมดจะทำให้ตาชินกับแสงมืด ๆ และเห็นดาวได้เยอะกว่าเดิมหากจะถ่ายรูปดาวควรเตรียมขาตั้งกล้องและรีโมทกล้องไปด้วย

 

11.คนที่กลัวความสูงไม่ควรปีนสันคมมีดโดยเด็ดขาด แต่ถ้าหากคิดว่าไหวต้องรับผิดชอบตัวเอง

12.หลังจากลงเขาแล้วสามารถอาบน้ำที่ร้านอาหารที่อุดหนุนหรือขอชาวบ้านที่บ้านอีต่องอาบน้ำได้ หรือนั่งรถไปอาบน้ำที่อุทยานก็ได้ มีห้องน้ำไว้ให้บริการเช่นกัน

13.ถ้าเจอคนพม่าขายปูแล้วอยากกินก็ซื้อกลับมากรุงเทพฯ นึ่งกินเองได้นะ ราคาถูกมาก ๆ กิโลละ 200-250 บาทเอง ตัวใหญ่มาก ๆ แต่กล้ามโคตรแข็งเลยต้องใช้สากทุบ ฟันกัดนี่ฟันหักได้เลยอ่ะ (แก๊ปแก๊ปซื้อมาสองโล 6 ตัว 500 บาท เนื้อแน่นอร่อย ฟินมาก ๆ )

14.ใครอยากผิวเนียนแบบคนพม่าซื้อทานาคาที่นี่ราคาถูกมาก ๆ แค่ 10 บาทเอง(แนะนำให้เหมามาเยอะ ๆ )ติดทนมาก ๆ ด้วย ของแท้แน่นอน (แก๊ปแก๊ปคุยกับคนขายปู เธอบอกเธออายุ 37 แต่หน้านี่ 24 ชัด ๆ เพราะเธอพอกทานาคาช่ายมั้ย พูด!!!)

15.หลังจากลงเขาแล้วแนะนำให้หมกตัวนั่งรถไปน้ำพุร้อนหินดาด(ยังไม่ต้องอาบน้ำนะ) ไปกินข้าวเที่ยงที่น้ำพุร้อนก็ได้ แล้วจัดการล้างตัวแช่น้ำพุร้อน ข้าง ๆ บ่อน้ำพุร้อนจะมีลำธารน้ำตกเป็นน้ำเย็นให้แช่น้ำร้อนสลับน้ำเย็นเพื่อสุขภาพที่ดี ช่วงแช่น้ำร้อนก็นวด ๆ ขาไปด้วย เช้าวันจันทร์จะได้ไม่ปวดเมื่อย อันนี้แนะนำเลย ฟินสุด ๆ พอแช่น้ำร้อนน้ำเย็นแล้ว อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย ซื้อเบียร์เย็น ๆ มาดื่ม รับรองโคตรชื่นใจและปิดทริปได้อย่างฟินที่สุดในสามโลก แก๊ปแก๊ปรับรองเลย

 

 

บล็อคที่เกี่ยวข้อง
รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก
รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด
รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

เขาช้างเผือกเป็นสถานที่เที่ยวในฝันของใครหลาย ๆ คน และการที่จะได้ไปเขาช้างเผือกนั้นไม่ง่ายเลย(แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป) เพราะขึ้นเขาได้แค่วันละ 60 คนเท่านั้น ทั้งยังต้องจองล่วงหน้าสูงสุดได้แค่ 7 วันดังนั้นการจะแพลนข้ามปีหรือหลายเดือนเป็นไปได้ยากยิ่ง ถ้าอยากไปต้องรีบจองและต้องจองให้ได้ ถ้าอยากประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อนเราต้องว่างหรือไม่ก็ไปขอเกาะกลุ่มคนอื่นเพื่อไปให้ได้(เพราะเพื่อนมักไม่ว่างพร้อมเรายิ่งวันธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึง หาคนไปด้วยยากมาก) ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะไปเขาช้างเผือกแบบคนไม่เยอะมากนักคือช่วงเดือนพฤศิกายน หากเป็นช่วงหลังวันพ่อแล้วคนจะเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงเดือนพฤศจิกายนยิ่งเป็นช่วงที่เปิดให้เดินเขาช้างเผือกใหม่ ๆ หญ้าจะเขียวขจี แต่ก็จะเดินยากขึ้นด้วยเพราะลื่นและอาจจะมีทากได้ ช่วงที่แก๊ปแก๊ปไปนั้นพื้นค่อนข้างแห้งและหญ้าก็ยังเขียวอยู่ อาจจะมีเหลืองแซมบ้างนิดหน่อย แต่ก็เป็นช่วงที่ดีเพราะไม่มีทากเลย แก๊ปแก๊ปขอเล่าตั้งแต่การจองการเดินทางตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สำหรับรีวิวต่อไปนี้จะเขียนแบบละเอียดตั้งแต่การจองการไปเดินขึ้นเขา ซึ่งจะเล่าตามเหตุการณ์จริงซึ่งจะยาวละยืดนิดนึงนะ ^__^

ทะเลหมอก-ทางไปบ้านอีต่อง-จุดชมวิวเริ่มแรกจากแก๊ปแก๊ปได้อ่านรีวิวเขาช้างเผือกจากกระทู้ pantip อ่านแล้วอยากไปมาก ๆ เลยไปชวนเพื่อนที่ออฟฟิศอีกคนไปด้วย เพื่อนก็ตกปากรับคำจะช่วยเป็นคนจัดทริปเพราะเพื่อนเป็นคนเดินป่าบ่อย คุยกันถึงขั้นว่าจะไปทำสุกี้หรือต้มโคล้งกินบนจุดกางเต๊นท์เลยทีเดียว แก๊ปแก๊ปเลยลองโทรจองวันนั้นเลยตอนบ่าย ๆ สักบ่ายสามเห็นจะได้ เจ้าหน้าที่อุทยานก็แจ้งว่าวันอังคารพุธหน้ายังว่าง(โทรวันพฤหัส) ด้วยความอยากไปมากเลยจองไปวันพุธ จองไป 9 คนเพราะหวังว่าจะหาเพื่อนร่วมทริปในฝันได้ไม่ยาก อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ก็มีสองคนแล้ว อีก 7 คนจะไปยากอะไร ก็พยายามหาเพื่อนร่วมทริปอยู่สักพักก็ได้สาวสวยเพื่อนอีกคนจะไปด้วย เพื่อนที่ออฟฟิศก็มีบอกไว้ว่าเหมือนจะมีนัดอะไรสักอย่างแต่นึกไม่ออกไม่แน่ใจว่าวันไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็มีสามคนแล้วรวมแก๊ปแก๊ปด้วย หา 6 คนคงไม่ยากมั้ง แล้วจู่ ๆ เพื่อนที่ออฟฟิศก็มาบอกว่า “กรูนึกออกละ มีงานแต่งญาติที่มาเลย์ต้องไปวันพฤหัสหน้าคงไปด้วยไม่ได้ละ” เหมือนฟ้าผ่ามากลางอก ว๊ากต้องจัดทริปนี้เองหรือนี่ตอนนี้เหลือสองคนเราก็พยายามหาคนต่อไปผ่านไปวันแล้ววันเล่ามีแต่คนอยากไปแต่ไปวันธรรมดาเลยไปด้วยไม่ได้ โอ้นี่สินะความยากในการไปเขาช้างเผือกจองได้วันธรรมดาก็หาคนไปด้วยยากมากจนวันอาทิตย์แก๊ปแก๊ปได้โทรชวนน้องชายกับแฟนน้องชาย น้องชายก็โอเคไปได้ เราก็คุยปรับแผนกับเพื่อนสาวในวันจันทร์ว่าให้เพื่อนสาวขับรถไปและไม่ต้องหารค่าน้ำมัน แก๊ปแก๊ปกับน้องจะหารกันเอง และโทรไปบอกอุทยานว่าเหลือเพียง 4 คนเพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มอื่นได้ขึ้นไปแทนที่เรา

 

แก๊ปแก๊ปดีใจมากจะได้ไปเขาช้างเผือกแล้ว แต่โชคชะตากลับพลิกผันเมื่อบ่ายวันจันเพื่อนสาวโทรมาบอกว่าไม่ไปแล้วดีกว่า เกรงว่าจะขับรถไม่ไหว โอ้ชีวิตโทรบอกบ่าย ๆ วันจันแต่วันอังคารดึก ๆ เราจะออกเดินทางกันแล้ว สรุปได้เลยว่าทริปนี้ล่มแน่นอน แก๊ปแก๊ปก็เข้าใจเหตุผลของเพื่อนเพราะเพื่อนจะต้องขับรถวันเสาร์ไปเชียงรายกลัวจะไปทริปต่อ  ๆ กันไม่ไหว ก็จัดการโทรบอกน้องชาย น้องชายดูจะเข้าใจ(น้องชายเหมือนจะไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ เพราะช่วงนี้จะเปิดร้านขายของและลงทุนไปเยอะพอควร) แต่ด้วยความที่แก๊ปแก๊ปเองยังอยากไปอยู่ เรียกว่าจะไปให้ได้ เพราะใจเราไปแล้ว เรามีหวังว่าเราจะได้ไปแต่สุดท้ายมันล่มแต่เราไม่ยอมแพ้ กดหาจากเพจอุทยานแห่งชาติและกลุ่มท่องเที่ยวหารเฉลี่ยต่าง ๆ ว่ามีใครไปโพสหาคนไปด้วยหรือไม่ แก๊ปแก๊ปติดต่อไปสองราย ตั้งแต่บ่าย ๆ เย็น ๆ เค้าจะไปวัน พฤหัสศุกร์ กับอีกกลุ่มไปวันอาทิตย์จันทร์ จนเย็น ๆ คนที่ไปรอบอาทิตย์จันทร์ส่ง inbox มาตอบว่าเต็มแล้ว(เริ่มตัดใจว่าคงไม่ได้ไปแล้วแน่เลย) สักพักมีคนโทรมาบอกว่ามีเพื่อนยกเลิกไป 1 คนพอดี ให้แก๊ปไปด้วยได้ โอ้ดั่งโชคชะตาลิขิตให้เราได้ไป ไปกับใครก็ไม่เคยรู้จักรู้แต่ว่าเป็นคนใต้บินจากหาดใหญ่มากรุงเทพฯ และต่อรถตู้ไปเที่ยวเขาช้างเผือก

 

คืนวันพุธรถตู้ที่จองไว้ได้ไปรับเพื่อนใหม่ที่ดอนเมืองก่อนที่จะแวะรับแก๊ปแก๊ปจากร้านอาหารรถเสบียง(แถวสถานีรถไฟสามเสนเนื่องจากแก๊ปแก๊ปมีนัดเพื่อนที่ร้านนั้น) รถออกจากสถานีรถไฟสามเสนตอนราว ๆ สี่ทุ่มบนรถมีเพื่อนใหม่ 3 คนเป็นผู้หญิงใต้ทั้งหมด และวนรับน้องชายของสาวคนหนึ่งที่สายใต้ใหม่ รถวิ่งไปถึงกาญจนบุรีมีจอดแวะปั๊มเติมแก๊สซื้อของกินน้ำดื่มตุนไว้ใช้บนเขาก่อนจะถึงทางไปอุทยนานแห่งชาติทองผาภูมิจุดที่เราต้องไปจัดการเอกสาร คนขับจอดแวะนอนที่ปั๊มแห่งหนึ่งเพราะทางคดเคี้ยวขึ้นเขาขรุขระและยังไม่เช้า เกรงจะเกิดอันตราย เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่ต้องรีบแล้วเพราะมีเวลาเหลือเฟือ(แนะนำให้คนที่เดินทางจากรุงเทพฯ ออกรถสักตอนเที่ยงคืนจะไปถึงตอนเช้าพอดี หรือจะแวะพักแบบแก๊ปแก๊ปออกสี่ทุ่มก็ได้ สำหรับคนที่ชำนาญทาง) เราไปถึงจุดชมวิวช่วงเช้าหลังพระอาทิตย์ขึ้นไปแล้วเราได้เห็นทะเลหมอกอันสวยงาม แต่ก็มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อกระเป๋ากางเกงแก๊ปที่รั่วมีรูขนาดพอควรได้ทำให้มือถือ Note2 ของแก๊ปแก๊ปตกลงพื้น เอาด้านมุมลงเต็ม ๆ ตกลงบนพื้นหิน ทำให้หน้าจอร้าวไปทั่ว แต่พวกเราก็ได้ถ่ายรูปทะเลหมอกและชื่นชมบรรยากาศที่สวยงามบนเขาอย่างสุขใจก่อนที่จะขึ้นรถเดินทางกันต่อ คงมีแก๊ปหน้าเสียหน่อย ๆ แหม่ยังไม่ทันได้เที่ยวเลยมีเรื่องต้องให้เสียตังซะแล้ว 555+

 

พอเราไปถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิก็จัดการเรื่องเอกสารจ่ายเงินและมัดจำต่าง ๆ ด้วยอากาศยามเช้าที่แสนจะสดชื่น และนั่งรถต่อไปที่บ้านอีต่อง ตลอดทางที่มาเราหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะคนขับรถลุงศักดิ์แกดูจะชำนาญทางมาก ทิ้งโค้งซะแรงจนเราวูบตกใจตื่น พอเดินทางมาถึงบ้านอีต่องเราก็แยกสัมภาระที่จะให้ลูกหาบกับของที่เราจะแบกเอง และเสื้อผ้าส่วนหนึ่งทิ้งไว้ที่รถ แบกขึ้นไปเองให้น้อยที่สุด ส่วนแก๊ปแก๊ปก็แบกเองเกือบหมดมีฝากน้ำ 3 ลิตรไว้ที่ลูกหาบ เต๊นท์ถุงนอนกล้องของใช้ต่าง ๆ แบกเองเรียบเพราะอยากจะรู้ว่าเราสามารถทำได้รึเปล่า(ถ้าแบกน้ำเองด้วยคงจะหนักหนาเอาการ) มีน้ำพกไปเองด้วยอีก  1 ลิตร เราแวะกินข้าวกันที่ร้านน้องหน่อยและกองของให้ลูกหาบหน้าร้านน้องหน่อยเลย ต่างคนต่างสั่งอาหารมาทานกันคนละ 1 จานและข้าวกล่องไว้เป็นมื้อเที่ยงอีก 1 กล่อง ส่วนมื้อเย็นกับมื้อเช้าบนเขาเราเตรียมเป็นขนมปัง 7-11 และอาหารกระป๋องไว้เต็มกระเป๋าเพราะเราจะไม่ทำอาหารกินกัน

 

 

พอกินอาหารเสร็จเราได้เดินเล่นและดูของซื้อของในหมู่บ้านอีต่อง แก๊ปแก๊ปถือโอกาสซื้อหมวกเพราะไม่ได้เตรียมหมวกมา(ดีนะที่ซื้อ ถ้าไม่ซื้อล่ะแย่เลยเพราะบนเขาร้อนมาก ๆ ) ซื้อสตั๊ดดอยมาอีก 1 คู่แต่ไม่กล้าใส่เพราะดูแล้วยางล้วน ๆ น่าจะกัดเท้าน่าดูไว้กล้บกรุงเทพฯ จะติดแถบฟองน้ำนิ่ม ๆ ให้ไม่กัดเท้าแล้วนำไปใช้งานหน้า ราคาสตั๊ดดอยไม่แพงเลย 90 บาทเท่านั้นเอง เราต้องเดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ และพบเจ้าหน้าที่ที่ร้านขายของชำจุดเริ่มต้นในการเดินขึ้นเขาช้างเผือก แต่ด้วยความสับสนทำให้มีการรวมกลุ่มผิด ๆ ถูก ๆ ที่นี่เองที่ทำให้แก๊ปแก๊ปได้พบกับกลุ่มพี่สุดแสนใจดี 6 คนเป็นกลุ่มผู้ชายล้วน ๆ พี่มองดูสัมภาระที่แก๊ปแบกและถามอย่างเป็นห่วงว่าเราจะแบกขึ้นเองเลยหรอ แก๊ปแก๊ปก็ได้แต่ห่วงตัวเองและยิ้มตอบแหย ๆ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มเดินขึ้นเขากันจริงจังตอนเกือบจะ 10 โมงเช้า(มีกลุ่มที่ขึ้นไปก่อนหน้าเราแล้วหลายกลุ่ม เป็นไปได้ควรเริ่มเดินขึ้นแต่เช้าเพราะแดดจะแรงมากในช่วงบ่าย) เราลองคิดดูเล่น ๆ จากที่เคยอ่านรีวิวมา ถ้าเราเดิน 4 ชั่วโมงก็น่าจะถึงสักบ่ายสอง ซึ่งคงจะร้อนน่าดู และเราได้ลองถามเจ้าหน้าที่ถึงจำนวนคนที่ขึ้นวันนี้ซึ่งมีทั้งหมด 40 คนเอง

เริ่มเดินขึ้นเขาช้างเผือกทางเดินในช่วงแรก ๆ ยังเป็นทางราบเรียบ ๆ สลับกับขึ้นลงเขาเล็กน้อย ด้วยร่างกายที่สดชื่นเราก็เดินกันไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน เดินไปสักพักก็เริ่มเหนื่อยนิด ๆ เพราะทางที่ชันมากขึ้นแต่ถึงอย่างไรทางส่วนมากก็ยังเป็นทางราบเรียบ ๆ อยู่ดี  และเราได้พบกับคนที่กำลังเดินลง คนที่เดินลงมีไม้ค้ำยันและมีการส่งต่อให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มที่กำลังเดินขึ้น มีการให้กำลังใจกันว่าที่เราเดินผ่านมาตั้งไกลเป็นแค่ 2% ของระยะทางทั้งหมด เราคุยทักทายกับคนเดินลงหลาย ๆ คน เกือบทุกคนบอกว่าจะไม่มาอีกแล้ว 555+  หลาย ๆ คนบอกซุ้มทางเข้าอยู่อีกไม่ไกลค่อย ๆ เดินและขอให้โชคดีเที่ยวให้สนุก หน้าคนเดินลงมีทั้งยิ้มแย้มและหลาย ๆ คนดูอ่อนล้าแต่ก็ยิ้มให้เราที่กำลังเดินขึ้น มิตรภาพระหว่างทางทำให้เราเดินต่อไปเรื่อย  ๆ ต่อเนื่องกันไป โดยมีการบ่นกันเล็กน้อยว่า “แก๊ปว่าเรามากันผิดวันป่าวพี่ ทำไมคนที่มาก่อนเราน่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลย แหม่ถ้าได้มาวันที่แก๊ปจองเองคงจะดี ฮ่า ๆ ๆ” พวกพี่ ๆ ชายล้วน 6 คนเห็นด้วยและบ่นคนจองทริปว่าจองผิดวันแน่เลย ทำไมวันที่เราขึ้นเขากันไม่มีสาว ๆ สวย ๆ ขึ้นเขาบ้างเลย เราคุยกันแซวกันขำ ๆ ไปตลอดทางจนถึงซุ้มต้อนรับ ซึ่งระยะทางยังไม่ไกลเท่าไหร่และมีร่มเงาตลอดทางที่เดินมา เราแวะถ่ายรูปกันสนุกสนาน ก่อนที่จะเดินขึ้นเขากันต่อ

ช่วงแรก ๆ หลังจากผ่านซุ้มทางเข้าเริ่มมีทางชันมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แต่ทางส่วนใหญ่ก็ยังเป็นทางราบสลับทางลงแล้วขึ้น ลงแล้วขึ้น ร่มเงาเริ่มมีน้อยลงเรื่อย ๆ ทางยิ่งชันมากขี้นเรื่อย ๆ เราเดินไปเรื่อย ๆ หญ้าที่เคยสูงท่วมหัว ทางที่เคยร่ม กลับกลายเป็นหญ้าเตี้ย ๆ เขาที่เต็มไปด้วยหญ้าต้นไม้มีน้อยเหลือเกิน ต้นไม้ที่มีก็แทบจะไม่มีใบเอาเสียเลย การเดินท่ามกลางแดดร้อน ๆ ทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้น และทางที่ชันขึ้นทำให้เราเริ่มจะท้อ เราเดินและหยุดพักเป็นช่วง ๆ ทริคการเดินนั้นคือช่วงที่ไม่มีแดดมีส่วนร่มบ้างให้เราถอดหมวกรับลมและนำหมวกมาพัดให้ร่างกายเย็นลง พอเจอแดดก็สวมหมวกปิด จะพักก็ให้หาที่พักร่ม ๆ ให้ได้ การพักกลางแดดนั้นมันร้อนเกินไป บางครั้งลานที่ไว้พักจากการเดิน มีร่มเงาน้อยเราต้องเดินต่อเพราะคนอื่น ๆ นั่งในร่มกันหมดเหลือแต่ที่แดดให้ยืนซึ่งมันร้อนเหลือเกิน เราควรจะเดินต่อสักหน่อยที่ร่มอาจจะอยู่ไม่ไกล หากเหนื่อยก็พักดื่มน้ำ บริหารจัดการน้ำให้ดีพยายามอย่าให้หมดไวเกินไป ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มทีเดียวหลายอึก แก๊ปแก๊ปเดินไปหยิบกล้องจากเป้หน้ามาถ่ายคลิปวีดีโอบ้าง ถ่ายรูปบ้าง กล้องตัวเล็กช่วยเรื่องการถ่ายภาพถ่ายวีดีโอได้ดีทีเดียว แม้ว่าคุณภาพอาจจะต่ำหน่อย แต่ความสะดวกในการเดินและการพกพาดีเยี่ยม สามารถเดินไปถ่ายไปได้แบบชิว ๆ ช่วงก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์ซึ่งห่างไปนับเป็นเขาสองสามลูกแดดจะร้อนมาก ๆ เหมือนเขาหัวโล้น ๆ มีต้นหญ้าสูงประมาณเอว ต้นไม้ไม่ค่อยจะมีเราเดินที่สันเขากว้าง ๆ ไม่น่ากลัวเท่าไรแต่บรรยากาศรอบ ๆ นั้นสวยราวกับอยู่บนสวรรค์ สองข้างนั้นมีทิวเขาให้ดูอย่างสวยงามตลอดทางที่เดินทำให้เรามีแรงใจในการเดินอย่างไม่ท้อ แต่ช่วงหลัง ๆ เขาชันมากจนเราหายใจหอบ ขึ้นเขาเจอลานก็พักแล้วก็ขึ้นต่อ เจอลานก็พักแล้วก็ขึ้นต่อ ช่วงชัน ๆ แทบไม่มีลานให้พัก แต่ด้วยความเหนื่อยทำให้เราหาจุดพักอยู่เรื่อย ๆ พอเจอจุดพักใหญ่ ๆ เรานำของกินออกมาแบ่งปันกัน แก๊ปแก๊ปนำกล้วยตากที่ซื้อไว้มาแบ่งทุกคนและถือโอกาสพักยาว ๆ นั่งกินข้าวเที่ยงรอเพื่อน ๆ ชาวใต้ 4 คนด้วยเลยพอเริ่มเดินต่อได้ไม่นานสุดท้ายเราจะเห็นจุดลานกางเต๊นท์อยู่ข้างล่างและเราต้องลงเขาที่ชันมาก ๆ ชันแบบโคตรจะชัน ชันจนคิดว่าพรุ่งนี้หลังเก็บเต๊นท์เราจะต้องเดินขึ้นไอ้เขาชัน ๆ นี่ยังไงฟะเนี่ย เหอ ๆ เราลงเขามาเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็ลงมาถึงจุดกางเต๊นท์สักที

เราเดินลงเขาก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์เราจะเจอห้องส้วมสามห้องกลิ่นมันโชยมาโดยที่เราไม่ต้องร้องขอ ส้วมหลุมที่สร้างไว้อย่างดีแต่กลิ่นไม่ชวนให้เข้าเลยสักนิด เราเดินผ่านมันไปพร้อมกับกลิ่นที่ค่อย ๆ จางหาย ไม่ไกลกันนักก็เจอเต๊นท์ที่ลูกหาบขึ้นมาถึงก่อนและกางไว้ให้อย่างเรียบร้อย เราดูเวลาถึงจุดกางเต๊นท์เป็นเวลาบ่ายสองกว่า ๆ แก๊ปแก๊ปซึ่งแบกเต๊นท์มาเองเลยต้องกางเอง เต๊นท์แก๊ปแก๊ปเป็นเต๊นท์แบบนอนได้คนเดียวกางได้ง่ายใช้เวลาไม่ถีง 10 นาทีก็เสร็จ ณ จุดกางเต๊นท์นั้นมีร่มเงาแต่ไม่มากเท่าไหร่ ต้นไม้มีน้อยพวกเรานั่งพักคุยกันบางคนนอนพักบางคนถ่ายรูปเล่น รอเวลาเดินขึ้นสันคมมีดพร้อม ๆ กัน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเวลาเดินขึ้นสันคมมีดเป็นตอนบ่ายสามครึ่ง บางเต๊นท์ถ้าเต๊นท์โดนแดดนี่นอนไม่ได้เลยทีเดียวเพราะอากาศที่จุดกางเต๊นท์ไม่มีความเย็นเลยมีแต่ความร้อนอบอ้าว มีเมฆลอยบนฟ้าดำ ๆ ให้เรากลัวกันว่าเย็นนี้ฝนจะตกรึเปล่า เมฆที่มีก็ดันไม่บังดวงอาทิตย์ซะด้วยสิปล่อยให้เราร้อนกันต่อไป

 

ถึงเวลาบ่ายสามครึ่งเจ้าหน้าที่จะเรียกให้เราเดินขึ้นสันคมมีดของเขาช้างเผือกกันแล้วและให้ทุกคนพกไฟฉายกันไปด้วย มองจากจุดกางเต๊นท์การเดินคงจะลำบากพอควรเพราะมันชันมาก ๆ เราต้องปีนขึ้นใช้มือช่วยยกขาสูงปีนหินก่อนใหญ่ ๆ เป็นระยะ ๆ จนถึงจุดไคลแม็กที่สุดจุดที่ต้องปีนขึ้นหินวางตั้งตระหง่าน 90 องศาสูง 2 เมตรกว่า ๆ การเดินช่วงนี้เราต้องรอปีนทีละคน โดยจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่าง 1 คนและด้านบน 1 คน มีสลิงขึงตึงไว้ 1 เส้นและเชื้อกมัดเป็นปม ๆ อีก 1 เส้นให้เราใช้ดึงพร้อมกันทั้ง 2 เส้นเพื่อความมั่นคง หินที่ตั้งตระหง่านนั้นมีร่องพอให้วางเท้าปีนได้บ้าง ใครที่ถ่ายวีดีโอสามารถนำกล้องให้เจ้าหน้าที่ด้านบนช่วยถ่ายต่อตอนเราปีนได้ สัมภาระใครโย้ ๆ ก็ส่งขึ้นไปก่อน พอปีนสันคมมีดจุดนี้เสร็จเราจะต้องปีนหินขรุขระขึ้นไปอีกหน่อยก่อนจะเจอทางเดินหินกว้างคืบกว่า ๆ ด้านซ้ายและขวามีแต่แหว ขาที่ยังสันกับการปีสันคมมีดทำให้หลายคนไม่ก้าวเดินแต่ใช้วิธีหมอบคลานแทน ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ก็จะเดินขึ้นเขาสบายหน่อยแล้ว มีให้ปีนเขาชัน ๆ อีกเล็กน้อยก็จะถึงยอดเขาช้างเผือกที่สวยงาม

บนยอดเขาช้างเผือกมีป้ายผู้พิชิตเขาช้างเผือกมีธงปักไว้ให้เราผลัดกันถ่ายรูป มีวิวแบบ 360 องศาอันสวยงามตระการตา มองไปไกล ๆ ลิบ ๆ จะเห็นเขื่อนด้วย เป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ และหายเหนื่อยเลย คุ้มค่าที่ได้มาได้ปีน ได้พยายามได้เดินขึ้นมาอย่างยาวนาน เราถ่ายรูปเล่นบนยอดเขากันจนพอใจเจ้าหน้าที่ได้มีการเตือนบอกให้เราค่อย  ๆ ทยอยลงเขากันได้แล้วเพราะถ้าลงจากยอดเขาไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะมืดและลงลำบาก ว่าแต่สันคมมีดที่เราปีนขึ้นมาเราจะลงยังไงวะนั่น หลาย ๆ คนคงสงสัยเหมือน ๆ กัน เราทยอยปีนลงเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ถึงจุดไคลแม็คตอนขาขึ้น เจ้าหน้าที่ให้เราหันหลังและแหย่ขาใดลงก่อนก็ได้ เจ้าหน้าที่ข้างล่างจะจับขาเราเข้าร่องหินให้สลับซ้ายขวาเป็นเสต็บให้เรียบร้อย เฮ้ย!! มันลงง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย ตอนลงเขาก็ดูจะง่ายและเร็วกว่าตอนขึ้นมาก ๆ ไม่นานนักก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์เราก็ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเก็บไว้ดูและรีบลงให้ไวก่อนที่ฟ้าจะมืดไปซะก่อน

กลับมาถึงจุดกางเต๊นท์อีกครั้ง คราวนี้ฟ้าเริ่มมืดหลาย ๆคนเริ่มทำอาหารกินกันเอง ใครที่ไม่ทำก็หยิบนำอาหารมากินมานั่งคุยกัน อากาศก็เริ่มเย็นลง ๆ พี่ ๆ ทั้ง 6 คนชวนให้แก๊ปแก๊ปกินมาม่าด้วยกัน แถมยังมีไข่ต้มด้วย แก๊ปแก๊ปเลยเอาขนมปังออกมาแบ่งทุกคนรองท้องระหว่างรอมาม่าสุก ซึ่งต้มน้ำอยู่นานเตาแก๊สพกพาก็ไม่มีทีท่าว่าน้ำจะเดือดซะที ในที่สุดก็พบสาเหตุหัวเตาตอนเก็บต้องคว่ำไว้แต่ตอนใช้ต้องกลับด้าน ดันลืมกลับทำให้เปลวไฟสัมผัสหม้อน้อยมากไม่เดือดสักที พอกลับด้านเท่านั้นแหละน้ำเดือดทันที เดือดพอให้เราทำมาม่าเสร็จเตาก็เกิดไฟลุกเหมือนแก๊สรั่ว คาดว่าตอนที่ยังไม่กลับด้านเปลวไฟไปถูกส่วนที่เป็นพลาสติค ทำให้เตาพัง แต่เราก็ได้ทานมาม่าใส่ทูน่ากระป๋องเสร็จทันพอดี เลยฝากลูกหาบต้มไข่ให้เลยมีไข่ต้มกินอีก และฝากลูกหาบต้มน้ำให้ในตอนเช้า เรานั่งคุยกันเฮฮาแซวกันไปมา พอเริ่มมืดขึ้นเรื่อย ๆ แสงดาวก็เริ่มเยอะเราปิดไฟรอบ ๆ เต๊นท์เพื่อดูดาวให้ชัดขึ้น ตาเราเริ่มปรับตัวกับความมืดได้ แสงดาวมากมายเต็มท้องฟ้า แก๊ปแก๊ปก็เลยนำกล้องตั้งขาตั้งถ่ายดาวซะเลย เสียดายที่หาฉากหน้าสวย ๆ ไม่ได้ เลยถ่ายเต๊นท์ตัวเองมา(เป็นเรื่องที่อยากกลับไปซ้ำอีรอบจะได้ถ่ายยอดเขาสวย ๆ มาแทน) พอเริ่มดึกเราก็เข้าเต๊นท์ต่างคนต่างนอน แก๊ปแก๊ปได้อ่านก่อนมาว่าทางช้างเผือกจะขึ้นหลังตีสี่ทางทิศเหนือ เลยตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง พอตีสี่ครึ่งนาฬิกาปลุกแก๊ปแก๊ปนอนลืมตาคิดว่าจะนอนต่อดีหรือออกมาตามหาทางช้างเผือกดี ในใจก็คิดว่าอย่างน้อยให้ได้ออกไปดูเถอะว่ามีรึเปล่า นาน ๆ จะได้มาเที่ยวดูดาวแบบนี้สักทีก็เลยออกจากเต๊นท์ไปตามหาทางช้างเผือก แต่ภาพที่เห็นคือมีหมอกเต็มไปหมด บนท้องฟ้ามีดาวบ้างแต่ไม่เห็นเจอทางช้างเผือกเลย ก็เลยตัดใจเข้าเต๊นท์ไปนอนต่อ

 

ตอนเช้าลูกหาบต้มน้ำไว้ให้ทำมาม่าเรียบร้อยแก๊ปแก๊ปออกจากเต๊นท์มากินมาม่ากับพี่ ๆ ทั้ง 6 คน เริ่มเก็บเต๊นท์กัน ซึ่งถ้าลูกหาบแบกเต๊นท์ขึ้นมาเราแค่เอาของออกจากเต๊นท์ลูกหาบจะช่วยเก็บเต๊นท์ให้ แก๊ปแก๊ปก็รีบเก็บเต๊นท์เองและมีพี่ ๆ และเจ้าหน้าที่มาช่วยเก็บด้วย เก็บของเสร็จเราก็เริ่มเดินขึ้นเขาสุดชันที่เมื่อวานเราเดินลงโหด ๆ ขึ้นแบบต่อ ๆ กันไม่มีที่ให้พักเลย เหนื่อยตั้งแต่เริ่ม แต่ยังไงการลงเขารวม ๆ แล้วทางลงก็ย่อมมากกว่าทางขึ้น เวลาลงก็ง่ายกว่าเวลาขึ้น บางครั้งเราปล่อยขาฟรีในช่วงที่ดูปลอดภัยเพราะถ้าเบรคถ้ายั้งมาก ๆ จะเป็นภาระต่อเข่ามากเช่นกัน ต้องดูจังหวะให้เหมาะสมห่วงเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อน เราลงเขาไปด้วยถ่ายรูปและดึ่มด่ำบรรยากาศตอนลงเขาไปด้วย ขาลงเราก็เจอคนี่กำลังเดินขึ้นและคุยกันเหมือนเดิมเลยคือ “แก๊ปว่าเรามาผิดวันจริง ๆ นะพี่ วันก่อนหน้าเราก็น่ารัก วันนี้ก็มีแต่คนสวย ๆ ขึ้นเขา ไหงวันที่เราขึ้นเขาไม่เจอแบบนี้บ้างเลย ฮ่า ๆ ” เราทักทายคนเดินขึ้นเขาและให้กำลังใจไปว่า “อีกไกลเลยครับค่อย ๆ เดินนะครับไม่ต้องรีบ ที่่เดินไปแค่ 2% เอง” คุ้น ๆ มั้ย 555+ หลาย ๆ คนก็ส่งต่อไม้เท้าให้คนเดินขึ้น ในที่สุดเราก็เดินลงมาถึงบ้านอีต่อง เราเริ่มเดินลงตอน 7:30 น.เห็นจะได้มาถึงบ้านอีต่องตอน 10:30 น.โดยประมาณ ขาลงเร็วกว่าขาขึ้นเยอะใช้เวลาราว 3 ชั่่วโมงเอง แก๊ปแก๊ปก็รอเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกันลงมาถึงแล้วคุยกันว่าจะไปเที่ยวไหนก่อนกลับกรุงเทพฯดี ก็ตัดสินใจกันว่าจะยังไม่อาบน้ำ ไปอาบที่น้ำพุร้อนหินดาดเลย เราก็หมกตัวไปน้ำพุร้อนหินดาดกันต่อ ติดตามอ่านต่อภาค 3 นะครับ ^__^

 

บล็อกที่เกี่ยวข้อง

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด

รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด

หลังจากเดินลงเขาช้างเผือกแล้ว พักกันให้หายเหนื่อยเก็บของยังไม่ต้องอาบน้ำ ไปที่อุทยานแห่งชาติเพื่อเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับอุทยานอีกเล็กน้อย เอาใบประกาศที่พิชิตยอดเขาช้างเผือกสำเร็จ แล้วนั่งรถไปที่บ่อพุน้ำร้อนหินดาดได้เลย นั่งไปสักชั่วโมงนิด ๆ ก็ถึง ถึงทางเข้าก็จ่ายค่าเข้ากันก่อนมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเท่านั้น

 

ค่าเข้าสำหรับคนไทย
เด็ก 5 บาท
ผู้ใหญ่ 10 บาท
ค่าเข้าสำหรับคนต่างชาติ
เด็ก 20 บาท
ผู้ใหญ่ 40 บาท

เฮ้ย!! ค่าเข้าโคตะระจะถูกเลยคร้าบบบ อะไรจะถูกปานนนั้นกับบ่อน้ำพุร้อนที่เต็มไปด้วยแร่ธรรมชาติ อุณหภูมิสูงราว ๆ 40-55 องศา ถูกยิ่งกว่าค่าต้มน้ำที่บ้านเองอีก เท่านั้นไม่พอพุน้ำร้อนหินดาดนี้มีลำธารน้ำเย็นจากน้ำตกผาตาดโดยลำธารและบ่อน้ำร้อนอยู่ข้าง ๆ กัน สามารถแช่สลับน้ำเย็นน้ำร้อนได้เลย โอ้แม่เจ้าอะไรจะแจ่มปานนั้น สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ในการแช่น้ำพุร้อนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้เช่น  โรคเหน็บชา ไขข้ออักเสบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แก้เส้นเลือดขอด และที่สำคัญช่วยแก้อาการปวดเมื่อยได้ด้วย ยิ่งพวกเราที่เพิ่งเดินขึ้นลงเขาช้างเผือกด้วยแล้วช่วยทำให้หายปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง ช่วงเย็น ๆ มักจะมีทัวร์ต่างชาติมาลงจนเต็มบ่อ ตอนที่แก๊ปแก๊ปไปเป็นช่วงบ่าย ๆ ก็เดินสำรวจแล้วห้องน้ำสะอาดใช้ได้ ห้องอาบน้ำสะอาดมาก ๆ มีเรือนนวดแผนไทยทั้งนวดตัวนวดเท้า มีร้านอาหารส้มตำไก่ย่าง อาหารตามสั่ง แต่บริเวณรอบ ๆ บ่อห้ามนำอาหารเข้าไปทานนะครับ มีล็อคเกอร์ให้เช่าเก็บของมีค่าด้วย ค่าเช่าล็อคเกอร์ก็ขนาดกลาง 20 บาท ขนาดใหญ่ 30 บาทเท่านั้นเอง สรุปว่าถ้าแช่พุน้ำร้อนหินดาดนั้นมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 100 บาทเลย(ไม่รวมนวดตัวนะ) ทำให้สบายขาขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่ลงจากเขาช้างเผือกห้ามพลาดมาเที่ยวที่นี่เลยทีเดียว

 

 

วิธีแช่น้ำพุร้อนให้ได้ประโยชน์สูงสุด

1.ต้องล้างตัวก่อนการลงลำธารและแช่น้ำพุร้อน ห้ามใช้สบู่ยาสระผมในลำธารและในบ่อน้ำพุร้อน
2.ให้เริ่มจากแช่น้ำเย็นก่อนสัก 10 นาที เวลาแช่ให้นำเท้าลงไปแช่สักระยะนึงก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ ลงแช่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแช่ครับทั้งตัว(ถ้าแช่ทั้งตัวในคร้งเดียวตอนแช่น้ำพุร้อนจะทำให้รู้สึกร้อนมาก ๆ )
3.เมื่อแช่น้ำเย็นแล้วให้สลับแช่น้ำร้อน สัก 10-15 นาที และแช่สลับไปมาจะให้ประโยชน์มากที่สุด
4.เวลาแช่น้ำพุร้อนหากปวดเมื่อยจุดใดให้นำมือไปนวดตัวเองหรือจะให้คนที่ไปด้วยนวดให้ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ที่พื้นของน้ำพุร้อนจะมีหินก้อนใหญ่ ๆ ให้เราเดินไปมานวดฝ่าเท้าทำให้รู้สึกสบายมาก ๆ ส่วนที่ลำธารจะเป็นหินกรวดเล็ก ๆ ทำให้ความรู้สึกตัดกันและทำให้สบายเป็นอย่างมาก
5.สำหรับคนที่ชอบดื่มหลังแช่น้ำพุร้อนและแช่น้ำเย็นจากลำธารแล้วให้อาบน้ำเปลี่ยนชุดซื้อเบียร์เย็น ๆ มาซด สดชื่นอย่าบอกใคร

ก่อนขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ที่ลานจอดรถบัสก่อนถึงป้อมจ่ายค่าเข้าจะมีคุณลุงคุณป้าขายผลไม้ราคาไม่แพง คุณป้าใจดีมาก ๆ ซื้อเยอะลดกระจาย แก๊ปแก๊ปก็ได้ซื้อทั้งมะละกอ เสาวรส เบียร์ลีโอ ได้กล้วยนากเป็นของแถมและลดราคาให้อีกตะหาก ถ้าใครได้ไปอย่าลืมเอาบล็อกนี้ให้คุณป้าได้อ่านกันนะครับ เผื่อได้ส่วนลดเพิ่ม อิอิ แก๊ปแก๊ปก็แช่ตัวอาบน้ำอยู่ที่บ่อน้ำพุร้อนหินดาดนานเลยกว่าจะซื้อของดื่มเบียร์ขึ้นรถแบบชิว ๆ ก็ปาไป 4-5 โมงเย็นแล้ว นั่งรถกลับถึงบ้านราว ๆ สามทุ่มเห็นจะได้ สำหรับการรีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี คงจะจบแต่เพียงเท่านี้ ใครไปเที่ยวมาแล้วมาโพสบอกกันได้นะครับ จะดีใจมากถ้ามีคนไปเที่ยวเพราะอ่านจากบล็อกของแก๊ปแก๊ป หรือถ้าใครอ่านแล้วถูกใจรบกวนฝากแชร์ให้เพื่อนอ่านกันด้วยนะคร้าบบบบ ^__^

 

 

บล็อกที่เกี่ยวข้อง

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

บล็อคนี้ได้รวบรวมสุดยอดภาพพาโนรามาที่แก๊ปแก๊ปได้ไปถ่ายมาจากเขาช้างเผือก ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เขาช้างเผือกนั้นได้ขึ้นชื่อว่ามี “ภาพวิวแบบ 360 องศาที่สวยมาก ๆ”  และน้อยคนมากที่จะถ่ายภาพแบบพาโนรามา งานนี้แก๊ป ๆ เลยลงทุนถ่ายมาให้ทุกคนได้เห็นถึงบรรยากาศที่แสนสวย ทั้งระหว่างทางขึ้นเขาช้างเผือกและบนยอดเขาช้างเผือกเลยทีเดียว สำหรับใครที่ต้องการดูภาพขนาดใหญ่ให้กดที่ภาพได้เลยจร้า ถ้าอยากให้ภาพพอดีหน้าจอหลังกดดูที่ภาพแล้วสามารถกด Ctrl และสกอร์เม้าส์เพื่อขยายหรือลดขนาดภาพได้

ป.ล. ภาพทุกภาพมีลิขสิทธื์ หากจะนำไปใช้เพื่อการใด ๆ ก็ตามกรุณาติดต่อเจ้าของบล็อคได้ที่ 085-092-6211 (แก๊ปแก๊ป)
หากต้องการแบ่งปันความสวยงามนี้กรุณาใช้วิธีการแชร์บล็อคด้วยลิ้งค์ ขอบคุณครับ

สัตว์ 10 ชนิด ที่สิงห์นักผจญภัยไม่ควรพลาดชมเมื่อไปเกาะกาลาปากอส

สัตว์ 10 ชนิด ที่สิงห์นักผจญภัยไม่ควรพลาดชมเมื่อไปเกาะกาลาปากอส

เกาะกาลาปากอสเป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพดังนัันหากสิงห์นักผจญภัยได้ไปไม่ควรพลาดที่จะชมสัตว์ที่น่าสนใจทั้ง 10 ชนิดนี้

 

1.เต่ายักษ์200ปี เต่ายักษ์ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะกาลาปากอส หากพลาดชมเสมือนว่ามาไม่ถึงเกาะแห่งนี้เลยทีเดียว

 

2.นกฟินซ์ นกเป็นเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชาร์ลดาร์วินสังเกตุจงอยปากที่แตกต่างกันและเกิดเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ

 

3.อีกัวนาทะเล เป็นอีกัวนาที่สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 12 เมตรเป็นเวลานานกว่า 30 นาทีเพื่อกินสาหร่ายเคลป์

 

4.อีกัวนาบกสีเหลือง เป็นอีกัวนาที่สามารถเคี้ยวกินต้นตระบองเพชรได้อย่างไม่ระแคระคายปาก

 

5.สิงโตทะเล หน้าตาน่ารักบ้องแบ๊ว

 

6.นกฟรีเกต นกที่มีฉายาว่าโจรสลัดแห่ง galapagos ชอบบินโฉบแย่งอาหารกลางอากาศ ตัวผู้จะมีถุงคอสีแดงไว้ดึงดูดเพศเมีย

 

7.นกเพนกวินกาลาปากอส มีความสูงเพียง 50 เซนติเมตร อาศัยในแถบน้ำเย็นของกาลาปากอส

 

8.ปลาค้างคาวปากแดง ตัวนี้หาดูยากสักหน่อยเพราะต้องดำน้ำหา เป็นปลาที่มีหน้าตาหลุดโลกที่สุด ปลาค้างคาวปากเเดงมีรูปร่างเเบน  มีจมูกที่ยาวเเละเเหลมที่ เเละปากที่ทำให้มันดูเหมือนใช้ลิปสติกไม่เป็น

 

9.ปูกาลาปากอส เป็นปุที่มีสีสันสวยงามมาก ๆ

 

10.นกนางนวลหางแฉก นกชนิดนี้มีรอบตาสีแดงสด จะสืบพันธุ์เฉพาะในบริเวณหน้าผาที่เกิดจากลาวา