10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับดอกซากุระ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับดอกซากุระ

ตลอดเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ตอน social media ต่าง ๆ มักจะเต็มไปด้วยรูปภาพของต้นซากุระและดอกซากุระ เพราะถือว่าเป็นช่วง high season ของการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเลย สำหรับใครอยากจะไปเที่ยวชมซากุระถ้าปีนี้ไม่ทันแนะนำให้ไปปีหน้า จองตั๋วเครื่องบินและที่พักแต่เนิ่น ๆ เพราะตั๋วเครื่องบินและที่พักจะเต็มเร็วมาก สำหรับใครอยากเที่ยวแบบมีข้อมูลไปหน่อย ไปชมซากุระแบบได้ความรู้เรามี 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับซากุระมาฝากกัน

ดอกซากุระ

1.ซากุระ เป็นชื่อสามัญแต่ไม่ได้เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ดอกไม้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้เป็นดอกไม้ประจำชาตินั้นคือดอกเก็กฮวย(ดอกเบญจมาศ)
2.ซากุระถูกใช้เป็นชื่อตัวละคร ตัวการ์ตูน หรือถูกใช้เปรียบเปรยในบทกวีต่าง ๆ อย่างมากมาย เพราะดอกซากุระมีความเฉพาะตัวที่บานไม่นานและเวลาร่วงก็จะร่วงพร้อมกันทั้งหมด
3.ต้นซากุระมีถิ่นกำเนิดจากจีนตอนใต้ เกาะไต้หวัน หมู่เกาะโอกินาวา แต่ต้นซากุระนั้นมีอยู่ในหลาย ๆ ประเทศมาก ๆ นอกจากที่ญี่ปุ่นแล้วยังมีทั้งในประเทศ เกาหลี แคนนาดา สหรัฐ จีน
4.ที่น่าแปลกที่สุดคือ เมืองที่มีต้นซากุระมากที่สุดไม่ใช่เมืองในประเทศญี่ปุ่น แต่กลับเป็นเมือง Macon รัฐ Georgia ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีต้นซากุระมากกว่า 300,000 ต้นแหนะ
5.ดอกซากุระในประเทศญี่ปุ่นส่วนมากจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งจะบานในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิช่วงที่อากาศหนาวเรื่มจางลงพร้อมกับความอบอุ่นที่เข้ามาแทนที่ ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้น เปิดเทอมใหม่ เริ่มเข้าทำงาน ก็เริ่มในต้นเดือนเมษายนเช่นกัน ดอกซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์จากทางใต้ไล่ขึ้นไปทางเหนือ ตามสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นจากทางใต้ไล่ขึ้นมาทางเหนือ ทำให้มีช่วงชมซากุระตามแต่ละภูมิภาคให้ได้ท่องเที่ยวกันอย่างมากมาย
6. ฮานามิ (花見 แปลว่า การชมดอกไม้ ) เป็นประเพณีการชมความงามของดอกไม้โดยเฉพาะดอกซากุระเพื่อความเพลิดเพลินมีมานานมากกว่าพันปีโดยเริ่มต้นจากชนชั้นสูง ฮะนะมิจะถูกจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งกลับกันกับเทศกาลโมมิจิกะริ (紅葉狩り) ที่จัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมหนึ่งของฮะนะมิที่เก่าแก่กว่าการชมซากุระ นั่นคือการฉลองการบานของดอกพลัม (梅 – อุเมะ) ซึ่งยังคงปฏิบัติกันในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ ผู้ต้องการความสงบเงียบมากกว่าการฉลองการบานของซากุระ
7.ดอกซากุระเมื่อบานสะพรั่งเมื่อผ่านไปราว 1 สัปดาห์หลังจากดอกช่อแรกเริ่มบาน และเพียงไม่กี่อาทิตย์ดอกซากุระก็จะร่วงพร้อมกันทั้งหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นทหารและวิถีความเป็นบูชิโดของญี่ปุ่น
8. คำว่า “ซากุระ” ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า “ซะกุยะ” (咲耶 หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเทพธิดา โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม (木花之開耶姫) ในเทพปกรณัมของญี่ปุ่น มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเทพธิดาองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่า “เจ้าหญิงดอกไม้บาน” และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เทพธิดาองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นตัวแทนของดอกไม้ญี่ปุ่น
9.ต้นซากุระเป็นพืชตระกูลเชอรี่ ดังนั้นผลที่ได้ก็มีลักษณะเป็นลูกเชอรี่ แต่รสชาติเปรี้ยวอย่าบอกใครเชียว จึงไม่นิยมทานลูกเชอรี่ที่มาจากต้นซากุระกัน และที่สำคัญที่ญี่ปุ่นนั้นเน้นดอกซากุระเป็นหลัก จึงคัดสายพันธุ์มาแล้ว ไม่ค่อยมีลูกให้เห็นเท่าไหร่
10.ต้นซากุระมีหลากหลายสายพันธุ์มาก ๆ ทำให้มีดอกซากุระหลายแบบ แต่ที่นิยมชมชอบกันเห็นจะเป็นซากุระแบบ 5 กลีบเพราะดูเรียบง่ายแต่สวยงาม ดอกซากุระแต่ละสายพันธุ์ก็มีกลีบไม่เท่ากัน บางสายพันธุ์มี 5 กลีบ 10 กลีบ 20 กลีบ มีบางสายพันธุ์มีถึง 100 กลีบเลยนะ สีของกลีบดอกก็ไม่เหมือนกันอีก มีทั้งสีขาว สีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม

osaka

หลาย ๆ เรื่องอาจจะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วเกี่ยวกับซากุระ แต่ก็มีหลายข้อที่น่าแปลกใจเหมือนกันนะ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ซากุระจะมีประวัติหรือเรื่องเล่า มี story อะไรขนาดนี้ ว่าแล้วก็อยากจะชิมผลเชอรี่ของต้นซากุระสักครั้งเหมือนกันนนะ ในช่วงเดือนมีนาคมเมษายนก็ยังมีสินค้าที่มีส่วนผสมจากดอกซากุระออกมาอย่างมากมายให้ได้ชิมหรือมีแพ็คเกจสวย ๆ แบบ Limited Edition ให้สะสมกันด้วย ว่าแล้วขอวางแผนไปเที่ยวชมซากุระก่อนครับ ไว้เจอกันใหม่คราวหน้าวันนี้สวัสดีครับ (แหม่ ทำอย่างกับรายการทีวี เวอร์เชียว)

10 เหตุผลที่นักแข่งมอเตอร์สปอร์ตเริ่มต้นจากโกคาร์ท

10 เหตุผลที่นักแข่งมอเตอร์สปอร์ตเริ่มต้นจากโกคาร์ท

นักแข่งรถมอเตอร์สปอร์ตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศหลาย ๆ คนก็เริ่มต้นจาการขับโกคาร์ท อาทิ คุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี คุณพีท ทองเจือ คุณนานา ไรบีนา หรืออย่างนักแข่ง Formular One(F1) อดีตแชมป์หลายสมัยชื่อดังอย่าง Michael Shumacher ก็เริ่มต้นจากการขับโกคาร์ทตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น นักแข่งมอเตอร์สปอร์ตปัจจุบันหลาย ๆ คนยังไปขับโกคาร์ทอยู่เรื่อย ๆ แล้วทำไมนักแข่งเหล่านี้ถึงได้เริ่มต้นการเป็นนักแข่งที่มาจากการขับโกคาร์ท และนี่คือ 10 เหตุผลที่นักแข่งมอเตอร์สปอร์ตเริ่มต้นจากโกคาร์ท

หมวกกันน็อค

ชุดแข่งรถ

1.ความปลอดภัย การขับโกคาร์ทนั้นมีความปลอดภัยสูงเพราะรถโกคาร์ทนั้นมีจัดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ มีฐานกว้างมีน้ำหนักมากพอ ทำให้รถโกคาร์ทนั้นแทบจะไม่มีทางคว่ำได้เลย และในปัจจุบันยังมีกันชนอยู่รอบทั้งคัน ความเร็วที่ใช้ไม่มากจนเกิดอันตรายเพราะส่วนมากขับในพื้นที่ไม่กว้างมาก สนามจะใช้ยางหรือพลาสติคกั้นขอบทาง ทำให้เมื่อหลุดโค้งจะมีตัวคอยซับแรง และขณะเล่นยังต้องมีอุปกรณ์ไว้เซฟตัวเองอีกทั้งหมวกกันน็อค รองเท้าหุ้มส้น ชุดแข่ง
2.เด็ก ๆ สามารถขับได้ รถโกคาร์ทมีหลายขนาด ทั้งขนาดของรถและขนาดของเครื่องยนต์ในการขับขี่ เด็ก ๆ วัยตั้งแต่ 7-8 ขวบขึ้นไปหรือมีความสูงไม่ต่ำกว่า 120 เซนติเมตรก็สามารถขับได้แล้ว รถโกคาร์ทสามารถบังคับได้โดยง่ายเพราะมีแค่คันเร่งและเบรค ใช้การบังคับโดยเท้าซ้ายเป็นเบรค เท้าขวาเป็นคันเร่ง และบังคับพวงมาลัยเท่านั้นเอง เด็ก ๆ เมื่อได้ขับจะเป็นการฝึกสมาธิ ฝีกการตัดสินใจ ได้เรียนรู้ในการทำตามกฎกติกาซึ่งเป็นพื้นฐานให้มีวินัยในการจราจรอีกด้วย ตัวอย่างของนักแข่ง F1 ที่เริ่มต้นจากโกคาร์ทเช่น Michael Shumacher เริ่มจากการขับโกคาร์ทตั้งแต่อายุแค่ 4 ขวบเท่านั้นเอง อ่านเพิ่มเติม “10 เหตุผลที่นักแข่งมอเตอร์สปอร์ตเริ่มต้นจากโกคาร์ท”

เครื่องนับและคัดแยกเหรียญทำงานอย่างไร มาดูกัน

เครื่องนับและคัดแยกเหรียญทำงานอย่างไร มาดูกัน

เครื่องนับและคัดแยกเหรียญจะมีการทำงานหลายส่วนด้วยกัน ส่วนแรกจะเป็นส่วนที่ไว้ใส่เหรียญจะเป็นส่วนเฉียง ๆ ลงไปรูเล็ก ๆ ในรูนี้จะมีพายคอยหมุนไม่ให้เหรียญติดตันที่ปากรูลงไปสู่ด้านล่าง เมื่อถึงด้านล่างแล้วจะมีแท่นวงกลมวางเฉียง ๆ มีร่องให้เหรียญตกลงไปทีละเหรียญ และจะหมุนไปยังช่องที่ทำให้เหรียญตก โดยจะเริ่มจากช่องเล็กอย่างเหรียญ 25 สตางค์ตกลงมาก่อน แล้วก็จะไล่ไปตามขนาดของเหรียญ คือ 50 สตางค์ เหรียญ 1 บาท 2 บาท 5 บาท และ 10 บาท ปากช่องตกของแต่ละเหรียญจะมีเซนเซอร์อินฟาเรด คอยนับว่าได้กี่เหรียญและคิดเป็นเงินกี่บาทแล้ว โดยมีสมองกลหรือชิปที่เขียนโปรแกรมไว้แล้วคอยคำนวณ เมื่อเหรียญใดเหรียญหนึ่งถึงจำนวนที่ตั้งไว้แล้ว เครื่องจะหยุดให้เรานำเหรียญไปใส่ถุง จำนวนเหรียญเราสามารถตั้งได้ด้วยปุ่มด้านบน จะมีหน้าจอแสดงผลเป็น seven segment ว่าเครื่องหยุดเพราะเหรียญใดครบจำนวน

หลักการทำงานของเครื่องนับและคัดแยกเหรียญนั้นไม่ยากเลย แต่ที่เห็นในคลิปจะเป็นเครื่องที่สั่งซื้อมาจากบริษัทในไทยที่นำเข้ามาจากจีน เพราะจีนสามารถทำเครื่องได้ในราคาที่ถูกมาก ๆ แต่คุณภาพก็ดีใช้ได้เพราะใช้ได้หลายปีเลยกว่าจะพังสักครั้งหนึ่ง แต่ข้อเสียคือหากเจอเหรียญที่เป็นเหรียญเก่าอาทิ เหรียญ 5 บาทขนาดใหญ่ อาจจะถูกนับว่าเป็น 10 บาทได้ หรือถ้าเจอเหรียญปลอม เจ้าเครื่องนี้จะไม่สามารถตรวจพบได้ ดังนั้นเราต้องสอดส่องเหรียญก่อนที่โยนเข้าเครื่องนับนะครับ

พิธีชงชาแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ เกี่ยวข้องกับวินัยของคนญี่ปุ่นอย่างไร

พิธีชงชาแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ เกี่ยวข้องกับวินัยของคนญี่ปุ่นอย่างไร

จากบล็อกก่อน ๆ หน้านี้ หลาย ๆ คนคงจะรู้กันแล้วว่าชาเขียวญี่ปุ่นแท้ เหมือนหรือแตกต่างจากชาดำ(ชาฝรั่ง)หรือชาอู่หลง(ชาจีน)อย่างไร หรือ Green Tea แตกต่างจาก Matcha อย่างไร แต่ครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกพิธีชงชาในแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ว่ามีนัยยะหรือความหมายแฝงอะไรบ้าง ซึ่งในพิธีชงชาของญี่ปุ่นนั้นจะแฝงข้อคิดและปรัชญาต่าง ๆ ไว้อย่างมากมาย ทำให้เราเข้าใจได้เลยว่าที่คนญี่ปุ่นมีวินัยอย่างทุกวันนี้เค้าถูกสอนมาอย่างไร ทำอย่างไร เพื่อนผมเคยเล่าว่าเคยคุยกับคนญี่ปุ่นและถามคนญี่ปุ่นว่า การที่คนญี่ปุ่นนั้นมีวินัยเป็นอย่างมากนั้นเป็นเพราะอะไร คำตอบที่ได้นั้นเรียบง่ายมาก ๆ ก็เพราะตอนเป็นเด็กมีผู้ใหญ่ทำให้ดูน่ะสิ แล้วเราทุกวันนี้หละ เราได้สอนหรือได้ทำอะไรให้เด็ก ๆ ดูไว้บ้าง!!! เมื่อไม่นานมานี้แก๊ปเองได้เข้าอบรมสัมนาเกี่ยวกับ Total Productive Management(Maintenance) หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า TPM อาจารย์วิทยากรได้บอกว่า การที่จะให้คน ๆ นึงเปลี่ยนสิ่งที่เคยทำมานานได้นั้น เราไปพูดให้เค้าเปลี่ยน เค้าก็คงไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่จะทำให้เปลี่ยนได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศโดยรอบให้ต่างไปจากเดิม ถ้าเราอยากให้คนที่ทำงานกับเครื่องจักรดูและเครื่องจักรให้สะอาด แต่กำแพงและพื้นรวมถึงบรรยากาศโดยรอบยังเปื้อนไปด้วยน้ำมัน เค้าก็คงไม่อยากดูแลทำความสะอาดเครื่องจักร ถ้าเราอยากให้เค้าดูและทำความสะอาดเครื่องจักรเราต้องช่วยกันทำบรรยากาศโดยรอบให้สะอาดสดใสเสียก่อน ดังนั้นการเป็นผู้นำในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยการกระทำมีค่ามากกว่าคำสอนพันคำ พูดให้รู้หรือจะสู้ทำให้เห็น สังคมญี่ปุ่นก็เช่นกัน เค้าทำให้เด็ก ๆ ดูและต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน บรรยากาศทั้งหมดในญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยอยู่ในกรอบ คนที่อยู่นอกกรอบจะถูกมองว่าไม่ดี พิธีชงชาแบบญี่ปุ่นนั้นมีนัยยะหรือแฝงข้อคิดต่าง ๆ ไว้มากมาย ยังได้ถูกสอนกันรุ่นต่อรุ่นไปยังเด็ก ๆ โดยมีการสอนกันในโรงเรียนอีกด้วย

ชาเขียวญี่ปุ่นแท้
พิธีชงชา 茶道(Sadou) หรือ 茶の湯 (Cha no yu) นี้เป็นพิธีการดื่มชาเขียวญี่ปุ่นแท้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้ให้กำเนิดพิธีชงชาที่เป็นแบบแผนอย่างในปัจจุบันนั้นคือ ท่าน เซ็นโนะริคิว (Sen no rikyu) ปรัชญาหรือหัวใจหลักในพิธีชงชาซึ่งมาจากลัทธิเซนซึ่งประกอบไปด้วย
1.和(wa) หมายถึง ความสงบ สันติ
2.敬(kei) หมายถึง ความเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน
3.清(sei) หมายถึง ความสะอาด บริสุทธิ์
4.寂(jakku) หมายถึง ความเงียบสงบ

ขั้นตอนพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ
1.เจ้าของบ้านนั่งชมสวนซึ่งอยู่หน้าห้องชงชาเพื่อสงบจิตใจและทำสมาธิก่อนที่จะถึงเวลาของพิธีชงชา ตามหลักปรัชญาสงบ สันติเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
2.ทุกคนเข้าห้องพิธีชงชา ผ่านทางเข้าที่เป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เป็นเหมือนการบ่งบอกความเท่าเทียมกันผ่านการก้มลอดช่องทางเข้าห้องพิธีชงชา
3.ภายในห้องพิธีชงชา จะใช้เสื่อทาทามิ มีช่องเล็ก ๆ สำหรับกาต้มน้ำ และประดับไปด้วยภาพวาดญี่ปุ่น หรือต้นไม้เล็ก  ๆ แสดงถึงความเรียบง่าย ให้ผู้มาเยือนได้พินิจถึงปรัชญาและได้ชื่นชมในความสวยงาม
4.ผู้มาเยือนจะนั่งอยู่ตรงข้ามผู้ชงชาหรือที่เรียกว่า ฮันโต และเลือกหยิบขนมโดยใช้ไม้ที่เรียกว่า โยจิ วางลงบนกระดาษที่ใช้รองขนม เรียกว่า ไคชิ และรับประทานให้หมดก่อนที่ชาจะเสิร์ฟ โดยฮันโตจะเริ่มต้มน้ำในกาน้ำร้อน
5.ฮันโตจะนำไม้ไผ่ซึ่งเป็นช้อนขนาดเล็ก (chashaku)ตักชาเขียวญี่ปุ่นแท้ หรือมัทฉะ ใส่ลงในถ้วยชา ใส่น้ำร้อนอุณหภูมิ 70-80 องศา ถ้ามากกว่านี้จะทำให้ชาขาดซึ่งกลิ่นหอม แล้วคนให้ชาละลายและแตกฟองเป็นจังหวะด้วย ชะเซน (chasen) และนำชาที่ชงเสร็จแล้ววางไว้หน้าผู้มาเยือน
6.ผู้มาเยือนหรือแขกยกถ้วยชาด้วยมือขวาวางไว้บนมือซ้าย หมุนถ้วยชาเข้าหาตัวเพื่อพินิจความสวยงามของถ้วยชา และเป็นการให้เกียรติเจ้าของบ้านในการจิบชาคนละด้านกัน เมื่อดื่มเสร็จแล้วให้มือเช็ดขอบถ้วยชา และใช้ไคชิหรือกระดาษรองขนมในการเช็ดมือ

ไร่บุญรอด

จะเห็นได้ว่าในพิธีชงชานั้นจะเต็มไปด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน และให้เห็นอกเห็นใจซึ่งกันละกัน ซึ่งคนญึ่ปุ่นเวลาจะทำอะไรจะนึกถึงผู้อื่นเสมอ ๆ ทำให้เค้าไม่กล่าที่จะทำผิดหรือทำสิ่งที่นอกเหนือจากระเบียบปฏิบัติเพราะจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ในประเทศไทยเวลาเราสอนหรือสอบใบขับขี่จะมีคำสอนที่บอกกันว่า “ขับรถห้ามประมาท” แต่ในการสอบใบขับขี่ของคนญี่ปุ่นจะมีคำสอนที่ยึดกันมาก ๆ เลยคือ “ความปลอดภัยของผู้อื่นคือความปลอดภัยของเรา” คือถ้าเราขับรถให้ทุก ๆ คนปลอดภัย เมื่อเราไปเดินบนท้องถนน หรือสัญจรด้วยจักรยานเราก็จะปลอดภัย เปรียบเทียบได้กับปรัชญาหรือนัยยะต่าง ๆ ในพิธีชงชาชาเขียวญี่ปุ่นแท้ที่ให้เกียรติและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเสมอ ๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่คนญี่ปุ่นจะมีระเบียบและวินัยอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

มัทฉะ Matcha คืออะไรแตกต่างจาก Green Tea อย่างไร

มัทฉะ Matcha คืออะไรแตกต่างจาก Green Tea อย่างไร

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยซื้อชาเขียวที่เป็นขวดชงสำเร็จมาดื่มอย่างแน่นอน แต่คนญี่ปุ่นมองชาเขียวที่ใส่น้ำตาลจนกลายเป็นน้ำเชื่อมแบบเย็นว่าน้ำหวาน ไม่ใช่ชาเขียวญี่ปุ่นแท้แต่อย่างใด และคนไทยเมื่อไปที่ไหนเจอเค้กหรือขนมที่มีส่วนผสมของชาเขียวก็มักจะพบกับคำว่ามัทฉะ หลาย ๆ คนเลยเข้าใจไปว่ามัทฉะก็คือชาเขียว แล้วคำว่า Green Tea ล่ะไม่ใช่ชาเขียวหรอกหรอ สรุปว่าชาเขียวต้องเรียกว่าอะไรกันแน่ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันว่า Matcha และ Green Tea แตกต่างกันอย่างไร

ยอดใบชา

มัทฉะ เซนฉะและเก็นมัยฉะ
ภาพบนเป็น Matcha ซ้ายล่างเป็น Sencha และขวาล่างเป็น Genmaicha

จริง ๆ แล้วชาเขียวญี่ปุ่นแท้ก็กำเนิดมาจากชาต้นเดียวกับชาดำหรือชาอู่หลง แต่ต่างกันที่กรรมวิธีในการผลิต และชาเขียวก็คือ Green Tea ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบที่เป็นซองกระดาษหรือซองไนล่อน เป็นใบ ๆ ไว้ชงกับน้ำร้อน หรือจะเป็นผง ๆ เราก็เรียก Green Tea ได้ทั้งหมด เพราะชาเขียวก็คือชาเขียวจะอยู่ในรูปแบบใดก็คือชาเขียว แต่ว่าชาเขียวในแต่ละรูปแบบนั้นจะมีวิธีเรียกแตกต่างกัน อย่างชาที่เป็นใบใช้ชงกับน้ำร้อน เราจะเรียกว่า Sencha (煎茶 เซนฉะ) หรือถ้าเป็นใบและมีข้าวคั่วอยู่ด้วยหรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่าชาข้าว จริง ๆ แล้วมันคือ Genmaicha (玄米茶 เก็นมัยฉะ) ส่วนชาเขียวที่ถูกนำมาบดเป็นผง เรียกให้ถูกต้องก็คือ Matcha (抹茶 มัทฉะ) ซึ่งกว่าจะเป็นมัทฉะได้นั้น ต้องผ่านกรรมวิธีบดโดยครกหินที่ทำให้เกิดความร้อนน้อยที่สุด และใช้เวลานานมาก ๆ กว่าจะได้สัก 100 กรัม

Singha Park ชาเขียวญี่ปุ่นแท้

Matcha นั้นยังมีขั้นตอนการปลูกที่ซับซ้อนกว่าการปลูกชาเพื่อทำชาเขียวชนิดอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นคนไทยเราปลูกข้าว เราอยากได้ข้าวปริมาณมาก ๆ และเป็นข้าวคุณภาพดี เทคโนโลยีหรือภูมิปัญญาชาวบ้านก็สอนให้มีวิธีการแกล้งข้าว โดยการให้ข้าวได้รับน้ำอย่างเหมาะสม พอถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ให้ข้าวขาดน้ำ เมื่อข้าวขาดน้ำก็จะพยายามออกเมล็ดข้าวให้มากที่สุด เพื่อดำรงสายพันธุ์ของข้าวและมีแป้งในเมล็ดข้าวมาก จึงได้ผลผลิตจำนวนมากและคุณภาพดี ปัจจุบันพืชหลาย ๆ ชนิดก็ถูกแกล้งเพื่อให้ออกดอกออกผลได้ปริมาณมาก ๆ อย่างต้นมะนาวก็มีการแกล้งมะนาว ทำให้มะนาวออกผลมาก ๆ มีน้ำเยอะ ๆ หรือการแกล้งต้นกะเพราทำให้แตกยอดบ่อย ๆ ชาเขียวก็มีการแกล้งเช่นเดียวกัน หากจะนำยอดใบชาไปทำ Matcha จะมีการแกล้งตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกต้นชาด้วยการนำแสลนหรือที่กรองแสงมากรองแสงให้ผ่านมาถึงต้นชาน้อยลง ต้นชาจึงผลิตสารคลอโรฟิลล์มากขึ้นเพื่อช่วยให้สังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น ใบชาจึงมีสีเขียวเข้มเหมาะที่จะนำไปทำมัทฉะ ทำให้มีราคาที่สูงกว่าชาเขียวชนิดอื่น ๆ ดังนั้นชาเขียวหรือ Green Tea นั้น แตกต่างจาก Matcha (มัทฉะ) ก็คือ ชาเขียวเป็นชื่อเรียกชาเขียวทั้งหมดทุกรูปแบบ ส่วน Matcha นั้นเป็นชื่อเรียกชาเขียวแบบที่ถูกบดเป็นผงละเอียดเท่านั้น และชาเขียวที่ถูกบดเป็นผงจะถูกใช้เป็นส่วนผสมของอาหารและขนมต่าง ๆ หรือจะนำมาชงดื่มก็ได้ คนญี่ปุ่นใช้มัทฉะในพิธีชงชาเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนหรือแขกที่มาบ้านด้วย Matcha จะมีราคาแพงกว่าชาเขียวรูปแบบอื่น ๆ เพราะกระบวนการปลูกและกรรมวิธีการผลิตจะซับซ้อนและใช้เวลามากกว่า ว่าแล้วก็ขอตัวไปดื่มชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ๆ ก่อนนะครับ

เบียร์สดต่างจากเบียร์ขวด หรือเบียร์กระป๋องยังไง??

เบียร์สดต่างจากเบียร์ขวด หรือเบียร์กระป๋องยังไง??

ใครเล่าจะรู้บ้างว่าเบียร์เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก 0_o”กำเนิดขึ้นมานานแล้วมากกว่า 6,000-7,000 ปี หูวววววววว!!!! เกิดขึ้นจากความบังเอิญของโจ๊กชามหนึ่งที่ใกล้จะบูด (เป็นไปได้ไงเนี่ยยยยยย – -“) ในยุโรปชนชาติที่นิยมดื่มเบียร์มากที่สุดก็คือเยอรมัน ประวัติศาสตร์ของเบียร์ยุคเก่านั้นเกิดขึ้นจากชาวบาบิโลน แต่ประวัติศาสตร์ยุคใหม่เกิดขึ้นจากชาวเยอรมันผลิตขึ้นในแคว้นบาวาเรียเกิดจากส่วนผสม 4 อย่างคือ น้ำ ฮ็อพ ยีสต์ และข้าวบาร์เลย์ ชาวเยอรมันนิยมดื่มเบียร์สดกันมาก แทบจะเรียกว่าดื่มแทนน้ำกันเลยทีเดียว แล้วเบียร์สดต่างจากเบียร์ขวดยังไง?? นักดื่มเบียร์ส่วนมากจะชอบดื่มเบียร์สดมากกว่าเบียร์ขวด แต่หลาย ๆ คนก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไรเบียร์สดถึงได้มีรสชาติต่างจากเบียร์ขวด มันมีที่มายังไงกันนะ -_-? จริง ๆ แล้วเบียร์สดต่างจากเบียร์ขวดตรงที่กรรมวิธีการผลิตและการเก็บรักษา เบียร์สดเป็นเบียร์ที่ไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อหรือที่เรียกกันว่า “พาสเจอร์ไรส์” (พาสเจอร์ไรส์เป็นกระบวนการถนอมอาหารแบบหนึ่งด้วยการผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 50-60 องศา) ทำให้เบียร์สดต้องเก็บในถังที่มีความเย็นสูงแต่ไม่ทำให้เป็นน้ำแข็ง (เย็นมากแต่ไม่แข็ง) ส่วนเบียร์ขวดหรือเบียร์กระป๋องนั้นผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์แล้วทำให้เก็บได้นานกว่าและเก็บได้ที่อุณหภูมิสูงกว่าเบียร์สดซะอีก (แต่ก็ยังควรแช่ตู้เย็นไว้นะ) และเพราะการผ่านความร้อนของเบียร์ขวดทำให้เบียร์เสียรสชาติและคุณค่าทางอาหารไปส่วนหนึ่ง เบียร์สดจึงมีรสชาติที่ดีกว่ายังมีความหอมละมุนและคงความอร่อยไว้ได้นั่นเอง แต่เบียร์สดก็มีข้อเสียเหมือนกันนะ คือไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะจะเสียได้ง่าย แหม่ถึงว่า…….ที่เรียกว่าเบียร์สดเพราะเราต้องดื่มของสดใหม่เสมอสินะ ว่าแล้วขอตัวไปจิบเบียร์ก่อนนะครับ เดี๋ยวมาอ่านกันต่อ ^___^

เบียร์สด-เหยือก

เบียร์สด-การเท

เบียร์สดต่างจากเบียร์ขวด-เบียร์กระป๋องยังไง

แล้วดื่มเบียร์สดยังไง ให้ได้รสชาติดีที่สุด??

การดื่มเบียร์สดให้ได้รสชาติดีที่สุด เบียร์จะต้องถูกแช่เย็นและมีอุณหภูมิที่เหมาะสมคือที่ 4 องศาเซลเซียสโดยประมาณ (แต่ถ้าเป็นเบียร์สดจะถูกเก็บอยู่ในถังที่มีความเย็นอยู่แล้ว) ไม่ควรใส่น้ำแข็งเพิ่มเพราะจะทำให้เบียร์เสียรสชาติ (แต่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนนะ ให้ทำไงล่ะ) ก็รีบดื่มให้หมดแก้วไวไวในขณะที่เบียร์ยังเย็นอยู่น่ะสิ หากดื่มอยู่บ้านอาจจะแช่แก้วไว้หลาย ๆ ใบสำหรับสับเปลี่ยนจะช่วยให้เบียร์คงความเย็นได้อยู่เสมอ (หากร้านที่่บริการดีเป็นเยี่ยมจะคอยเปลี่ยนแก้วเป็นแก้วที่แช่เย็นให้อยู่เสมอ เราก็ไปอุดหนุนร้านนั้นบ่อย ๆ ) การรินเบียร์เทเบียร์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เวลาเทเบียร์สดควรเอียงแก้ว 45 องศาและให้เบียร์ตกตรงกลางแก้วจะทำให้เบียร์มีฟองอยู่ที่ 1/5 ของแก้วซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนฟองที่ดีที่สุด ไม่ควรเทเบียร์จนไม่มีฟองเลย เพราะฟองเบียร์จะช่วยเก็บรสชาติของเบียร์ในแก้ว และวิธีการดื่มเบียร์นั้นควรดื่มที่ตัวเบียร์จะทำให้ฟองเบียร์ยังอยู่ และฟองเบียร์จะติดที่ริมฝีปากของผู้ดื่มเหมือนในโฆษณาเบียร์ต่าง ๆ (ท่าจะดูดีไม่หยอก) การดื่มเบียร์สดให้ได้รสชาติดีที่สุดควรทำเป็นสเต็ป มี 4 ขั้นตอนจำง่าย ๆ คือ
-ดูด้วยตา สังเกตุสีของเบียร์ ตะกอนของเบียร์ ฟองเบียร์ ฟองอากาศที่ผุดขึ้นมากจากก้นแก้ว
-พาหมุนวน หมุนแก้วเบียร์เล็กน้อย และสังเกตุเบียร์กันต่อ
-สูดดมกลิ่น ยกแก้วเบียร์ขึ้นก่อนจะถึงปากให้สูดดมกลิ่นของเบียร์ จะพบความหอมละมุนซับซ้อนอยู่ภายใน
-จิบลิ้มชิมรส ดื่มเข้าปาก อย่าลืมให้ดื่มที่ตัวเบียร์ให้มีฟองติดที่ริมฝีปาก รับความหอมละมุน รสชาติหวานปนขมของฮ็อพแล้วค่อย ๆ ปล่อยไหลลงลำคอ รับความสดชื่นไปแบบเต็ม ๆ
จะให้ได้รสชาติดีที่สุดอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เพื่อนที่รู้ใจ จะเป็นเพื่อนเก่าก่อนช้านาน หรือเพื่อนใหม่เพิ่งทำความรู้จักก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีก่อนจะจิบลิ้มชิมรสเบียร์ก็อย่าลืมชนแก้วกัน ว่าแล้วก็เอ้า ชนนนนน!!!

ลานเบียร์

ทาวเวอร์

ประวัติลีโอเบียร์ที่คุณไม่เคยรู้ เบียร์ที่พลิกจากวิกฤตเป็นโอกาสสู่ยอดขายอันดับ1ของประเทศไทย

ประวัติลีโอเบียร์ที่คุณไม่เคยรู้ เบียร์ที่พลิกจากวิกฤตเป็นโอกาสสู่ยอดขายอันดับ1ของประเทศไทย

สำหรับนักดื่มทั่วไปคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักลีโอเบียร์ เบียร์ลีโอนั้นปัจจุบันเป็นเบียร์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วย market share กว่า 75% แต่ประวัติลีโอเบียร์นั้นเกิดขึ้นในยุควิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย กว่าจะทะยานขึ้นเป็นเบียร์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยได้นั้น มีเรื่องราวทางการตลาดต่าง ๆ ที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง วันศุกร์ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแก๊ปแก๊ปได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ นักการตลาดของสิงห์(Thai marketing guru) หรือคุณบอย ผู้ปลุกปั้นลีโอเบียร์ขึ้นมากับมือ ผู้ที่จะมาบอกเล่าความเป็นมา การฝ่าฟันมรสุมทางการตลาด การปรับตัวให้บริษัทผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี

นักการตลาด-Thai-marketing-guru-ประวัติลีโอเบียร์

Leopard-คือ-ประวัติลีโอเบียร์-นักการตลาด-Thai-maketing-guru-ลูกอม

 

ประวัติลีโอเบียร์เริ่มขึ้นจากอะไรครับ?

ถ้าย้อนหลังไปสักประมาณปี 38 39 40 ก็เป็นที่รู้กันแล้วว่าเบียร์สิงห์ หรือบริษัทบุญรอดเนี่ย อยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าเจียนไปมากกว่าเจียนอยู่ หรือใกล้จะเจ๊งมีฝรั่งมารอตีราคาบริษัทแล้ว จะซื้อกันแล้ว มีสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงแล้ว แต่มีคุณสันติ ภิรมย์ภักดีที่ไม่ยอม บอกว่ายังไงก็ขอเวลา 2 ปีในการจะกู้สถานการณ์บริษัทกลับมาให้ได้ ตอนนั้น market share จาก 90% เหลือแค่ 10% ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ เนี่ยเวลา market share ตกมันจะค่อย ๆ ตก แต่นี่ของเรานี่ตกหัวทิ่มมาเลย แต่ที่เรายังอยู่รอดได้เพราะตอนนั้นมีโซดาสิงห์ แต่เมื่อถึงจุดนั้นเนี่ยมันมีประโยคนึงที่คุณสันติพูดในที่ประชุม “ผมยอมรับว่าแพ้ แต่ผมไม่ยอมแพ้ พวกคุณจะสู้กับผมมั้ย”ผมว่าเนี่ยเป็นประโยคทองประโยคนึงที่ทำให้เรากลับมา ระดับสูงสุดเจ้าของบริษัทกล้าพูดคำนี้ออกมาว่า “ผมยอมรับว่าแพ้” อีโก้ทั้งหลายทั้งปวงที่มีมันก็สลายไป “แต่ผมไม่ยอมแพ้ พวกคุณจะสู้กับผมมั้ย เลิกโทษได้ละเรื่องการขายพ่วง เรื่องกฎหมาย เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ไม่เข้าข้างเรา แต่เราจะสู้ด้วยกติกาแบบนี้ ด้วยกติกาที่มันไม่เข้าข้างเรา” ตอนนั้นกลยุทธคู่แข่งคือขายเหล้าพ่วงเบียร์ คือขาย 4 ขวด 100 บาท 5 ขวด 100 บาท

Thai-marketing-guru-นักการตลาด-ประวัติลีโอเบียร์

 

แล้วตอนนั้นแก้สถานการณ์วิกฤตของบริษัทอย่างไรบ้างครับ?

คนไทยก็ดื่มแต่เลือกดื่มที่มันสามารถตอบสนองได้ ถึงจุดนั้นเนี่ยเราก็คิดว่าจะต้องปรับปรุงตัวเองอย่างไร เราแพ้เพราะเราจมปลักกับความสำเร็จ เราจองหอง สิงห์ขายอยู่เนี่ยขวดละ 50 จะลดราคาไปสู้ก็มีภาษีไปค้ำ รู้สึกตอนนั้นจะมีภาษี 48% พอเบียร์สิงห์แย่มันไม่ได้แย่แค่ตัวเดียว เพราะเราเป็นเจ้าของโรงงานขวด ฝาจีบ กระดาษลัง ถึงตอนนั้นเนี่ยตามหลักทฤษฎีที่ไหน ๆ ก็ตามเนี่ย ต้องออกสินค้า Me Too เป็นสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ราคาใกล้เคียงกัน เราต้องออกเบียร์อะไรก็ตามที่ราคา 4 ขวด 100 บาท แต่โรงงานบอกทำไม่ได้ เพราะขาดทุน ดีที่สุดคือ 3 ขวด 100 บาท เพราะฉนั้นเราทำ Me too product ไม่ได้เราจะต้องทำอะไร ตอนนั้นเนี่ยคนที่ดื่มเหล้า premium ก็หันมาดื่ม secondary เราต้องเป็น choice brand ก็เลยคิดที่จะออกเบียร์ตัวนึงที่ราคา 3 ขวด 100 บาท และที่สำคัญต้องไม่ทับไลน์กับเบียร์สิงห์ ให้รสชาติเดียวกับเบียร์สิงห์ไม่ได้ ไม่งั้นเบียร์สิงห์โดนกระทืบตาย ช่วงนั้นมีรีเสิร์ชบอกว่าต้องการราคาถูกและเมาเร็ว แต่ผมก็ตั้งคำถามว่ามันจริงหรือ เพราะรีเสิร์ชบอกพฤติกรรมในอดีตแต่ไม่ได้บอกพฤติกรรมในอนาคต แล้วถ้ามันจะมีเบียร์สักตัวที่มีรสชาติที่ premium ดื่มง่ายแต่ราคาเข้าถึงได้ คนทั่วไปมีความสับสนระหว่างความแรงของเบียร์กับรสชาติของเบียร์ว่าต้องไปทางเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เราก็เลยทำให้เบียร์มีความแรง 4%-5% แต่มีรสชาติเบา ๆ ดื่มง่าย

Thai-marketing-guru-ประวัติลีโอเบียร์-นักการตลาด

แล้วชื่อเบียร์ลีโอ(LEO) มีที่มาอย่างไรครับ?

หลังจากที่คิด product แล้ว เราก็คิดเรื่องชื่อกัน คิดกันเป็นร้อยชื่อเป็นพันชื่อแล้วนำไปเสอนกับคุณสันติ ภิรมย์ภักดีในห้อง คุณสันติก็ไม่ถูกใจก็หันไปเห็นรูปเสือดาวในห้อง เอาอันนี้แหละ ชื่อนี้แหละ แต่ Leopard คือ เสือดาว แต่เราอยากได้ชื่อเป็นสิงห์เลยเป็น LEO แต่กลัวคนจะบอกว่า LEO คือสิงโตแต่ทำไมรูปเป็นเสือดาว เราก็เลยเติมจุด(LEO.)เข้าไปกลายเป็นตัวย่อของ Leopard แต่ตอนหลังโรงงานเอาจุดออกไปตอนไหนก็ไม่รู้ เลยกลายเป็น LEO ไป หลังจากที่เราออกลีโอเบียร์มาได้ 8-9 เดือน แล้วยอดขายของเบียร์ลีโอดีมาก แล้วยอดขายของเบียร์สิงห์ก็ไม่ลด ไปดูของคู่แข่งยอดขายก็ไม่ลด แล้วยอดขายมาจากไหน ในที่สุดพบว่าเป็นกลุ่มของเด็กเซอร์อาร์ท เป็นกลุ่มที่ฉลาดในการซื้อ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ชัดมากและโตมากก็เลยปรับโฆษณาให้เข้ากับคนกลุ่มนี้หน่อย เลยออกสินค้าตัวใหม่ชื่อ super LEO ที่มีรสชาติแรง แต่ออกมาปีนึงยอดขายลีโอกับซุปเปอร์ลีโอก็ไม่โต เลยถอดซุปเปอร์ลีโอเปลี่ยนเป็น super lion ยอดขายลีโอเบียร์โตขึ้นมาเลย แต่ยอดขาย super lion ไม่โต ก็เลยไปเดินถามการเดินถามคือวิธีที่ดีที่สุด ถามว่าทำไมไม่ซื้อ super lion คนทั่วไปบอกว่ามันไม่ตรงกับที่เค้าอยากได้ เพราะ “super” ที่เราตั้งใจให้เข้าใจว่ารสชาติแรง แต่คนทั่วไปมองว่ามันต้อง premium แต่มันดันแรงเลยขายไม่ได้คนเลยไม่ซื้อ ก็เลยเปลี่ยนเป็นไทยเบียร์ก็ยังไม่ใช่ก็ยังไม่โดนตอนนั้นเอานักร้องลูกทุ่งทั่วประเทศมาร้องเพลงไทยเบียร์ ก็เลยเปลี่ยนเป็นอีสานเบียร์เพื่อมาบล็อคราคาคู่แข่งไม่ให้ขึ้นเกินอีสานเบียร์ เพราะถ้าเค้าขึ้นราคามาเท่าอีสานเบียร์เมื่อไหร่ อีสานเบียร์จะขายได้เพราะคนรู้ว่าอีสานเบียร์บุญรอดทำ แต่คู่แข่งขายไม่ได้เค้าก็ต้องลด แล้วยอดขายลีโอก็โตเพราะราคามันอยู่ตรงกลางระหว่างอีสานเบียร์กับสิงห์ อีสานเบียร์เราก็ขาดทุนกับมันเยอะแต่ก็ต้องทำเพราะมันจะขายได้เมื่อคู่แข่งขึ้นราคา เราเพิ่งจะถอดอีสานเบียร์ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนนั้นเบียร์คู่แข่งได้รางวัลเหรียญทองจากออสเตรเลีย ตอนนั้นเราชอบดูพี่ดู๋สัญญา ปัญญา(นิรันดร์กุล) วิทวัส(สุนทรวิเนตร์)และไตรภพ(ลิมปพัทธ์) ก็เลยใช้พี่ดู๋เพราะเด็กสุดและเข้ากับคนกลุ่มนี้มากที่สุดไปทำโฆษณาที่เยอรมันว่าถ้าจะมีใครสักคนจะให้เหรียญทองเบียร์ คิดว่าจะเป็นประเทศไหน ที่นี่เยอรมันนีประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องเบียร์ และเบียร์ที่ได้รับเหรียญทองคือลีโอ ไชโยให้กับเบียร์ลีโอ ไชโยลีโอเลยกลายเป็น asset ใหม่ ตอนนั้นยอดขายลีโอเลยไล่ ๆ คู่แข่งขึ้นมาแม้ว่าเรามาทีหลังแต่เรามีความน่าเชื่อถือเรื่องเหรียญทองมากกว่า

Leopard-คือ-ประวัติลีโอเบียร์

แล้ว Sexy LEO Girls เกิดขึ้นจากอะไรครับ?

ตอนนั้นคู่แข่งใช้พี่แอ๊ดคาราบาวทัวร์แต่เราก็คิดว่าใครจะเป็นคู่แข่งพี่แอ๊ดได้บ้าง แล้วเป็นกลุ่ม target รุ่นใหม่ ก็มีพี่ป้อมอัสนี วสันต์ แต่คือปูพงสิทธิ์ก็อยู่กับเราพี่หงาก็อยู่กับเรา แต่ถ้าเทียบกับพี่แอ๊ดยังไงก็เป็นเบอร์สอง ก็เลยมาทางป๊อบดีกว่าก็เลยเป็นพี่ป้อมแต่ตอนนั้นพี่ป้อมอยู่กับ Grammy ก็คุยกันไม่ลงตัวก็เลยไม่ได้ เราก็เลยคิดใหม่ว่าคนกลุ่มที่ดื่มเบียร์ดื่มแล้วเป็นไง ก็เจอว่าดื่มแล้วอาจจะตีกันหรืออาจจะจีบสาว ก็เลย repositioning คู่แข่งกับ repositioning ตัวเอง เลยใช้ลูกเกดเมทินีเป็นพรีเซนเตอร์ว่าอยากดื่มแล้วตีกันให้ดื่มเบียร์คู่แข่ง อยากดื่มเบียร์แล้วสาว ๆ มารุมล้อมให้ดื่มเบียร์ลีโอ จังหวะนี้ก็เลยมาเป็น Sexy LEO Girls ตอนนี้เลยเป็น sexy entertaining beer ซึ่งเป็นจุดแข็งของลีโอเลย จนต่อมาก็เจอกฎหมายการควบคุมการโฆษณามาถึงตอนนี้

sexy-LEO-girls

สุดท้ายต้องขอบคุณคุณสันติที่ให้โอกาสยอมให้เราทำให้เรากล้าทำ เราแพ้อยู่ทั้งหมด 8 ปี ตั้งแต่ปี 39 40 เราจะเห็นตัวตนของเราเมื่อเราแย่ที่สุด แล้วมันดีมากที่เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น เวลาวิกฤตเราจะรู้เลยว่าเราทำอะไรได้ ทำให้เราต้องคิดใหม่ วันก่อนเรามี market share 90% ของ 30,000 ล้านบาท แต่พอหลังจากมีคู่แข่งมา เราได้ 75% ของ 120,000 ล้านบาท ซึ่งมันมากกว่า 90% ของ 30,000 ล้านบาทอีก เพราะเค้าเอาคนที่ดื่มเหล้าขาวมาดื่มเบียร์ด้วย ถ้าเราจะต้องขอบคุณมากที่สุดก็คงต้องขอบคุณคู่แข่งของเรา คู่แข่งสอนให้เราแข็งแรง ไม่มีเขาเราก็ไม่เก่ง

ประวัติลีโอเบียร์ที่ได้รับฟังจากคุณ ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ นักการตลาดของไทย(Thai marketing guru)นั้นมีทั้งแง่มุมที่สนุกสนาน ดุ เด็ด เผ็ด มันและให้แง่คิดหลาย ๆ ด้าน ทั้งกลยุทธการตลาด Leopard คือ อะไรและที่มาของชื่อลีโอเบียร์ การ repositioning ทั้งของคู่แข่งและของตัวเอง การฟื้นฟูบริษัทจากวิกฤตจนมียอดขายลีโอเบียร์เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยนั้นต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาอย่างโชกโชน ใครอ่านแล้วสนุกอยากจะคอมเม้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้านล่างได้เลย หรือจะช่วยแชร์ให้เพื่อนได้อ่านกันก็ได้นะครับ ^__^

 

เที่ยวปีใหม่สบายใจ รถไฟฟ้าขยายเวลาให้บริการถึงตี 2 แท็กซี่มีส่วนลด!! กดดูเลย

เที่ยวปีใหม่สบายใจ รถไฟฟ้าขยายเวลาให้บริการถึงตี 2 แท็กซี่มีส่วนลด!! กดดูเลย

ช่วงปีใหม่สำหรับใครที่ไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดก็คงจะอยากออกไป count down กัน
แต่ปัญหาสำหรับคนที่ไม่ได้ขับรถไปเองนี่สิ กลับบ้านลำบากแท้
เพราะ count down เสร็จแท็กซี่ก็หาไม่ได้เลย
เจอแต่แท็กซี่เล่นตัว ล่าสุดอธิบดีกรมขนส่งโบก 23 คันยังมีแค่ 2 คันที่รับ
แม่เจ้ากลับบ้านลำบากแท้ แก๊ปแก๊ปเองเคยไปสวดมนต์ข้ามปี
สวดมนต์วัดแถวถนนอิสรภาพ กว่าจะกลับถึงบ้านแถวบางแค
ปาไปนู่น ตี 5 ครึ่ง รถเมล์ก็เต็ม แท็กซี่ก็เล่นตัวแล้วจะกลับบ้านกันยังไง
แก๊ปแก๊ปขอนำเสนอ

 

1.กลับรถไฟฟ้าโลด บีทีเอสขยายเวลาให้บริการรถไฟฟ้าถึงเวลา 2.00 น. ต้อนรับปีใหม่
ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 2557 และวันที่ 1 ม.ค. 2558
คืองี้ วันพุธที่ 31 จะมีรถไฟฟ้าบริการถึงตี2 ของวันที่ 1 ม.ค.
และคืนวันที่ 1 ม.ค. จะมีรถไฟฟ้าให้บริการถึงเวลา 2.00 น. ของวันที่ 2
แจ่มแมวไปเลยป่ะล่ะ

2.กลับรถแท็กซี่เรียก GRAB TAXI เพียงใส่ รหัส TAT ตอนเรียกรถได้รับส่วนลด 50 บาท
จำกัดจำนวน 4 ครั้ง ภายในวันที่ 31 มกราคม 2558 นี้เท่านั้น

มุมมองที่คุณไม่เคยรู้จักกับคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ในฐานะนักสะสมนาฬิกา G-Shock

มุมมองที่คุณไม่เคยรู้จักกับคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ในฐานะนักสะสมนาฬิกา G-Shock

ใคร ๆ อาจจะรู้จักคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ในแง่ทายาทเบียร์สิงห์
พิธีกร นักแข่งรถ นักแสดง ผู้บริหาร แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า
คุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี นั้นเป็นนักสะสม G-Shock ตัวยง
เรียกได้ว่าเป็น Thai G-Shock Collector ตัวจริงเลย
ครั้งนี้แก๊ปแก๊ปได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณต๊อดเกี่ยวกับการสะสมนาฬิกา G-Shock
ซึ่งเป็นมุมมองของนักสะสมที่หลงใหลนาฬิกา G-Shock อย่างที่สุด
ทำให้รู้สึกได้เลยว่าคุณต๊อดนั้นรักและหลงใหลมากจริง ๆ
มากจนทำให้เราทุกคนที่สัมภาษณ์นั้นอยากได้ อยากรู้จัก อยากใช้ G-Shock ขึ้นมาเลยทีเดียว

 

 

ทำไมคุณต๊อดถึงคิดที่จะมาสะสม นาฬิกา G-Shock ครับ
มันเป็นความใฝ่ฝันในวัยเด็กที่เรา ม.1-ม.2 ที่จะใส่ G-Shock บนมือ แต่ก่อนต้องเป็น ม.1
ถึงจะใส่นาฬิกาได้โดยไม่ผิดกฏโรงเรียน เรือนแรกของผมเป็น Baby G สายผ้า ของพี่ชายสีฟ้า
หลังจากที่ได้นาฬิกาเรือนแรกนั้นก็มีความชื่นชอบนาฬิกา G-Shock มาโดยตลอด
ผมว่ามันเป็นสีสัน ละก็มันเป็นความสนุกที่เราตื่นเช้ามาแต่งตัวจะไปเล่นกีฬาไปไหน
ลองดูว่าเรือนไหนมันเหมาะ
การเป็นนักสะสมไม่จำเป็นต้องมีเยอะ ผมทำงานเหนื่อย ทำงานหนักทำทุก ๆ อย่างมา
การที่เราจะเสียเงินหลักพันหลักหมื่นกับนาฬิกา แล้วมีความสุข ผมว่ามันคุ้มค่า
เพราะว่าเราซื้อเวลาไม่ได้แต่เราซื้อนาฬิกาได้ ก็เอาเงินมาซื้อนาฬิกา
มันมีหลายสี หลาย Character นี่แหละคือเสน่ห์ของ G-Shock
อย่างเรือนนี้คือรุ่นโดราเอมอน เป็นรุ่นที่ผมชอบเพราะโดราเอมอนเกิดวันเดียวกับผม
วันที่ 3 กันยา ถ้าลองกดดูจะเห็นเป็นรูปโดราเอมอนขึ้นมา
ซึ่งของสะสมเนี่ยไม่ต่างอะไรกับทรัพย์สินทางใจเลย ไปวางที่ไหนผมว่าถ้าคนไม่ได้สนใจ
มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับแค่นาฬิกาสายพลาสติกธรรมดา

 

แล้วตอนนี้คุณต๊อดมีนาฬิกา G-Shock ทั้งหมดกี่เรือนครับ

ตอนนี้ถ้านับจริง ๆ มีทั้งหมดราว ๆ 450 เรือน
คือผมว่าของสะสมของผมเนี่ย ผมจะวางไว้ให้เห็น เดินผ่านทุกวัน
ผมมี Benz คันนึงที่ชอบมากอยากได้มาตั้งแต่เด็ก
ผมก็ซื้อมาแล้วขับมันเดือนละ 1 ครั้ง จะจอดอยู่หน้าบ้าน
ถ้าวันไหนไม่เห็นผมจะต้องถามละว่ารถผมไปไหน
นาฬิกาก็เหมือนกันผมจะวางไว้ให้เห็นเดินผ่านดูและเลือกใส่ทุกวัน
มันเป็นความสุขอ่ะ แค่ได้เห็นได้หยิบได้จับก็มีความสุข
แล้วนาฬิกา G-Shock เนี่ยมันจะมีเอกลักษณ์มี Character ในตัวมันเอง
ว่าง ๆ ผมก็จับมันมาจัด จัดตามรุ่น จัดตาม Collection บางทีก็จัดตามสี

 

นาฬิกาเรือนไหนที่เป็น Hilight ครับ
นาฬิกาที่เป็น Hilight ของผมเลยก็คงเป็น G-Shock Murakami คือว่ามันแพงมันใช่
แต่บางครั้งมันแพงก็เพราะเสน่ห์ของมัน
(ว่าแต่บอกได้มั้ยครับราคาเท่าไหร่) ตอนนี้ที่ ebay ขายอยู่ 7 แสนครับ (โหวววววว)
เดี๋ยวผมเอาใส่กระเป๋ากางเกงไว้ก่อน(คุณต๊อดยิงมุข)

นาฬิกาเรือนไหนที่ได้มายากที่สุด
ผมว่าน่าจะเป็นนาฬิกา OntFront เป็นนาฬิกาที่หายากที่สุด
แต่บังเอิญผมฟลุ๊คได้มาง่ายที่สุด OntFront เป็นนาฬิกา Limited Edition ที่มีแค่ 50 เรือนจาก Holland
ผมอยากได้มากมันแพงมากแต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหน
คือยิ่งเราสะสมก็ยิ่งเจอคนที่รัก G-Shock
ผมคุยกับพี่ทอม พี่เค้าเป็น Admin Thai G-Shock Collector
พี่ทอมบอกว่าพี่มี แต่ที่สำคัญพี่ไม่รู้จะขายที่ราคาไหน
จะขายในราคาตลาดก็รู้สึกว่าจะมาเอาเปรียบผมเกินไป
เพราะพี่ไม่ได้ซื้อมาในราคาตลาดนะ พี่ไม่อยากเอากำไรอะไร
ผมเลยบอกไปว่าเอาราคาที่พี่สบายใจ
แต่ที่สำคัญเลยที่พี่ทอมยอมให้ผมเนี่ยเพราะเค้ารู้ว่าผมไม่ได้เอาไปขายต่อ นี่คือนักสะสมไง
ถ้าเค้าคิดว่าผมเอาไปขายต่อพี่เค้าก็คงไม่ให้
เอาให้ผมเนี่ยรู้เลยว่าเรือนนี้มันอยู่เมืองไทยไม่ได้ไปไหนหรอกเพราะผมไม่เคยคิดจะขาย

แล้ว OntFront ที่เมืองไทยมีกี่เรือนครับ
ผมก็ไม่รู้ว่าใครมีบ้างนะ เพราะคนที่เค้ามีเค้าก็ไม่บอกกันหรอก
ที่เคยเจอเรือนนึงก็เป็นของปลอม มันมีจุดให้สังเกตอยู่ว่าดูยังไงว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

 

เคยมี G-Shock Collector มาขอซื้อบ้างมั้ยครับ
ไม่เคยมี เพราะมาขอซื้อผมผมก็คงไม่ขาย มีแต่ผมไปขอซื้อคนอื่นมากกว่า(คุณต๊อดหัวเราะ)
บางเรือนที่ผมสะสมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า บางคนก็บอกกำไรเยอะนะทำไมไม่ขาย
จะกำไรได้ไงก็เพราะผมไม่คิดจะขายไง มันจะกำไรได้ไงล่ะ

แล้วจะเลิกสะสม G-Shock มั้ยครับ
ก็ G-Shock มันมีออกใหม่มาทุกวันแล้วจะให้ผมเลิกสะสมได้ไงล่ะ

ใส่ G-Shock ทุกวันมั้ยครับ
การสะสมนาฬิกาเนี่ยต้องใช้ทุกวัน เพราะถ้าไม่ใช้จะเป็นของแค่ที่มีไว้ดูและเวลาไม่ใช้เนี่ยมันจะเสียเร็ว
ทรัพย์สินทางใจมูลค่าทางใจเนี่ยบางอย่างจับต้องไม่ได้ แต่นี่จับต้องได้
ต้องใช้ทุกวัน มันได้มีความสุขกับการเลือกใส่ คือไปเที่ยวเนี่ยเลือกนาฬิกาก่อนเสื้อผ้านะ
แต่วันทำงานต้องเลือกเสื้อผ้าก่อนนาฬิกา วันทำงานปกติก็เลือกเรือนสีดำ
แต่ถ้าวันศุกร์ที่ใส่โปโลก็อาจจะเป็นสีขาวสบาย ๆ

 

มีอะไรจะฝากถึงนักสะสมหรือใครที่คิดจะสะสม G-Shock บ้างมั้ยครับ
สำหรับคนที่จะสะสมถ้าใครมีเงินน้อยก็เอาแบบ Limited Edition หลักพัน
มีเงินมากหน่อยก็ Limited Edition หลักหมื่น เชื่อมั้ยตอนนี้มีถึงหลักแสน
อีกหน่อยมันต้องมีถึงหลักล้านกับนาฬิกาสายพลาสติกเนี่ย
แต่จะสะสมยังไงก็ขอให้สะสมแบบค่อยเป็นค่อยไป ซื้อให้เหมาะกับฐานะ
อย่าให้ถึงกับว่าอัตคัดอดมื้อกินมื้อ เพราะตอนเราซื้อเรามีความสุขกับมัน
แต่ถ้าเมื่อใดเราต้องขายเพราะเราไม่มีใช้ คือมันแบบไม่ใช่แล้ว
เราต้องมองของสะสมของที่เรารักและมันต้องจากเราไป โดยที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอรุ่นนี้อีกรึเปล่า

หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักกับคุณต๊อด ปิติภิรมย์ภักดีในแง่มุมของนักสะสมนาฬิกา G-Shock
หรือที่เรียกกันว่า Thai G-Shock Collector มากขึ้น เป็นมุมที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
เป็นมุมมองที่แปลกใหม่และได้เข้าใจนักสะสมที่หลงใหลนาฬิกา G-Shock อย่างแท้จริง
คนที่หลงใหลในบางสิ่งบางอย่างมาก ๆ จะสามารถพูดจนทำให้เรารู้สึกหลงใหลไปกับสิ่งนั้น ๆ ด้วย
หลังจบการสัมภาษณ์แก๊ปแก๊ปมีความรู้สึกอยากได้นาฬิกา G-Shock เป็นของขวัญให้ตัวเองสักเรือนเลย
ส่วนตัวก็ชอบนาฬิกาที่ใช้ออกกำลังกายต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ใครสนใจก็ลองหาจับจองกันสักรุ่น
หรืออาจจะผันตัวเองเป็นนักสะสมนาฬิกา G-Shock ไปเลยก็ได้
แล้วไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้านะครับ ^___^

 

แชร์ทุกช่วงเวลาของปีด้วย year in review จาก facebook

แชร์ทุกช่วงเวลาของปีด้วย year in review จาก facebook

หลาย ๆ คนอาจจะเห็นเพื่อนโพสแล้วก็สงสัยว่าเพื่อนโพสอะไรกัน มันมีวิธีทำ ยังไงเนี่ย อยากจะแชร์ทุกช่วงเวลาของปีของเราเองบ้างต้องทำยังไง นี่เลยไม่ยากแค่ทุกคนเข้าไปที่ http://www.facebook.com/yearinreview ก็จะเจอสิ่งที่ facebook ได้ทำไว้ให้เรา โดยจะสุ่มเอาช่วงเวลาต่าง ๆ ที่เราเคยแชร์ไว้มาจัดทำให้อย่างสวยงาม แต่ถ้าหากเราไม่พอใจ เราสามารถ customize เองได้ โดยกดที่ปุ่ม customize ด้านล่างสุดของหน้า อาจจะลบบาง section ทิ้ง เพิ่มบาง section ใหม่เลือกรูปใหม่ หรืออะไรก็ตามแต่จัดกันได้ตามสะดวกเลย
ป.ล. สุดท้ายใครทำเป็นแล้วอยากให้เพื่อน ๆ ทำบ้าง ก็แชร์เลย ^___^

สำหรับใครอยากดูวิธีการเปลี่ยนหัวข้อก่อนแชร์ดูได้ ที่นี่ เลย