รีวิวซูชิหน้าล้นคุ้มค่าคุ้มราคา ที่ Star Chefs Maki Champion

รีวิวซูชิหน้าล้นคุ้มค่าคุ้มราคา ที่ Star Chefs Maki Champion

ร้าน Star Chefs Maki Champion ที่ The Nine  คราวที่แล้วจัดซูชิหน้าล้นไปเซ็ตใหญ่ มาวันนี้เมนูมีอัพเดทเพิ่มหลาย ๆ เมนูเข้ามา ดูแล้วน่ากินมากมายหลายเมนูเลย เชฟหนึ่ง  (อดิศวร แสนวงษ์) ไฟเขียวแนะนำเป็นอย่างดีว่าไม่ลองไม่ได้แล้ว ก็เลยสั่งทั้ง FOIE GRAS , CHASHU , BACON , CHUTORO ABURI และเมนูอื่น ๆ อีกนิดหน่อยมาทาน

เซ็ตซูชิหน้าล้น ซูชิหน้าล้น1 เมนู

ซูชิหน้าล้นหน้า FOIE GRAS ต้องบอกก่อนเลยว่าชิ้นใหญ่มาก ๆ เอาเข้าปากคำเดียวไม่หมดแน่นอน เดี๋ยวแน่นปากเกินไปจะไม่อร่อย เลยจัดแจงแบ่งครึ่งแล้วคีบเข้าปาก กลิ่นหอมเฉพาะตัวของฟัวกราอบอลวนไปทั่วทั้งปากและรสสัมผัสนุ่ม ๆ บอกได้เลยว่าฟัวกราที่นี่อร่อยกว่าที่เคยไปกินจากหลาย ๆ ห้องอาหารพอตัวซูชิหน้าล้น

CHASHU นั้นเมื่อได้ลองคีบเข้าปากแล้วมีความฉ่ำของเนื้อหมูและหวานเล็ก ๆ รสชาติกลมกล่อมเป็นเนื้อหมูแบบที่ชอบเลยคือติดมันกำลังดี กินแล้วอร่อยปากกลืนง่ายลื่นคอดีแท้chashu

BACON นี่มันมาเต็มใครที่ไม่ชอบมันมากก็ผ่านได้เลย แต่คนชอบมัน ๆ แบบแก๊ปแก๊ปนี่ไม่เคยพลาด เบคอนเต็มปากเต็มคำมีรสตัดนิด ๆ แบบบอกไม่ถูก ใครอยากรู้ต้องไปลองเองเบคอน

CHUTORO ABURIด้วยความสดของวัตถุดิบก็กินขาดพอควรอยู่แล้วคำนี้มาพร้อมซอสแบบย่างไฟ ทำให้เนื้อมีความนุ่มกำลังดีและมีกลิ่นเข้มหอมของซอสขึ้นมาอีกเยอะเลยทีเดียวchutoro

สำหรับการรีวิวร้าน Star Chefs Maki Champion ที่ The Nine นี้ถือว่าเป็นร้านที่คุ้มค่าคุ้มราคา เพราะใช้วัตถุดิบที่คัดสรรและปรุงซอสต่าง ๆ หรือชูจุดเด่นของวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ไปลองกันได้ครับ

 

 

 

 

 

รีวิว Bangkok Bargain Lunch บุฟเฟ่ต์มื้อเที่ยงสุดคุ้มในราคาเบา ๆ

รีวิว Bangkok Bargain Lunch บุฟเฟ่ต์มื้อเที่ยงสุดคุ้มในราคาเบา ๆ

ช่วงเวลาพักเที่ยงย่านใจกลางเมืองที่ขึ้นชื่อว่าที่ดินแพงที่สุดในประเทศไทย ใครจะรู้ว่าย่านสีลมมีมินิบุฟเฟต์มื้อกลางวันในราคาเบา ๆ เพียง 299 บาทเท่านั้น(299 Net ไม่มี ++) ห้องอาหาร เดอะ สแควร์ (The Square) ชั้น6 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟินิกซ์ สีลม(Novotel Bangkok Fenix Silom) จัด Bangkok Bargain Lunch โฉมใหม่มินิบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันสุดคุ้ม เพียงเลือกอิ่มอร่อยกับอาหารจานหลัก 1 เมนู แล้วพบกับบุฟเฟ่ต์สลัด ซูชิ ซุปร้อน ๆ  ขนมปังไอศครีมและของหวาน พร้อมชา กาแฟไม่อั้นตลอดสองชั่วโมงครึ่ง!!! หากใครต้องการดื่มน้ำอัดลมโค้ก สไปรท์และแฟนต้าน้ำส้มแบบ Refill จ่ายเพิ่มเพียง 75 บาทเท่านั้น

ขนมปัง ซูชิแซลมอน ซูชิ ชุดขนมปัง

 

อาหารจานหลักมีให้เลือกทั้งหมด 7 เมนู มีเมนูเคสดีญ่าไก่สไตล์เม็กซิกัน พอร์คชอปสเต็กทอด พาสต้าทะเลผัดซอสมารินารา ลาซานญ่าผักโขม ข้าวผัดกระเพราะรสจัดจ้าน เบอร์เกอร์เนื้อวัวนำเข้าจากออกสเตรเลีย หรือสเต็กปลาดอรี่อร่อยแบบสุขภาพดี โดยเมนูพอร์คชอปสเต็กทอด เบอร์เกอร์เนื้อวัว และเสต็กปลาดอรี่จะมีขนาดชิ้นเนื้อวางอยู่ในตู้กระจกให้ดูว่าจะได้ชิ้นประมาณขนาดไหน ซึ่งบอกได้คำเดียวว่ามันใหญ่มากกกก

ซุป สลัดบาร์ สลัดผัก แฮม ขนาดชิ้นเนื้อ

พอร์คชอป เนื้อบด

พอร์คชอปสเต็กทอด เป็นเมนูที่ชอบมากที่สุดด้วยขนาดเนื้อที่ใหญ่ การทอดที่เรียกได้ว่าเพอร์เฟค สเต็กสุกกำลังดี ทำให้เนื้อด้านนอกนั้นกรอบนิด ๆ แต่พอกัดไปแล้วให้ความรู้สึกนุ่มมาก ๆ กินแล้วได้ทั้งรสและสัมผัสที่อร่อยสุด ๆ ไม่มีการอมน้ำมันแม้แต่น้อย แม้ว่าชิ้นจะใหญ่แต่เมื่อทานหมดแล้วกลับอยากทานอีกเรียกได้ว่าเมนูนี้คุ้มสุด ๆ จริง ๆ แนะนำให้ไปลอง!!!!

พอร์คชอปสเต็กทอด

สเต็กปลาดอรี่อร่อยแบบสุขภาพดี สเต็กปลาดอรี่กรอบนอกนุ่มในขนาดชิ้นพอเหมาะ วางอยู่บนลูกเดือย ราดด้วยซอสที่กลิ่นหอมอบอลวนไปด้วย Butter จานนี้อร่อยรองมาจากพอร์คชอปสเต็กทอดเลย บอกได้เลยว่าเชฟที่นี่เชี่ยวชาญเรื่องการทอดจริง ๆ ไม่อมน้ำมันความสุกกำลังดีเนื้อปลาไม่เละไม่คาว อร่อยสุด ๆ  สาว ๆ รักสุขภาพควรลอง แล้วคุณจะติดใจ

สเต็กปลาดอรี่ ปลาดอรี่ สเต็กปลา อ่านเพิ่มเติม “รีวิว Bangkok Bargain Lunch บุฟเฟ่ต์มื้อเที่ยงสุดคุ้มในราคาเบา ๆ”

รีวิว เที่ยวเขื่อนแก่งกระจานลอยคอกระโดดสะพานแม่น้ำเพชรบุรี ชมทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง

รีวิว เที่ยวเขื่อนแก่งกระจานลอยคอกระโดดสะพานแม่น้ำเพชรบุรี ชมทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง

เห็นคนมารีวิวเขาพะเนินทุ่งในแบกเป้เที่ยวใน Facebook แล้วอยากไปมาก อยากไปเห็นทะเลหมอกใกล้กรุงเทพฯ ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือ อยากพาน้องใบบัวไปดูทะเลหมอกด้วย เพราะเด็ก ๆ จำไม่ได้ว่าเคยดูทะเลหมอกที่ไหนมั้ย กว่าจะเคยเห็นทะเลหมอกครั้งแรกก็ตอนเรียนปี 3 อายุ 20 ปีไปเห็นที่ภูชี้ฟ้า ครั้งแรกที่เห็นทะเลหมอกนั้นประทับใจมาก ทั้งตื่นตาตื่นใจ ทั้งตื่นเต้น ครั้งนี้เลยไปตั้ง event ไปดูทะเลหมอกโดยมีแพลนจะไปค้างบ้านเพื่อนอยู่ริมแม่น้ำเพชร ตอนเช้าจ้างรถมารับหน้าที่พักตอนตี 4.30 น. และนั่งไปดูทะเลหมอกกัน สาย ๆ ก็กลับ

รีวิว

วันแรกแก๊ปนัดกับเพื่อนให้มารับที่ Lotus พระราม2 ตอน 9 โมงเช้า แล้วไปแวะตลาดมหาชัยซื้อของสดอาหารทะเลสำหรับปิ้งย่างกันสำหรับมื้อเย็น ซื้อปลาหมึกย่างมากินกันบนรถ กว่าจะถึงบ้านเพื่อนก็บ่าย ๆ ก็ลงเล่นน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีกัน กิจกรรมที่สุดแสนสนุกนั่นก็คือ การกระโดดจากสะพานสูง 5-6 เมตร ลงมาในแม่น้ำ วันที่ไปน้ำในแม่น้ำขึ้นสูงเพราะเขื่อนปล่อยน้ำออกมาเยอะ จุดที่กระโดดต้องให้เจ้าบ้านชี้จุดเพราะเป็นจุดที่แม่น้ำลึก กระโดดแล้วไม่อันตราย ตอนแรกมองจากข้างล่างก็ไม่ได้ดูสูงเท่าไหร่ คนอื่นโดดก็ไม่ได้น่ากลัว แต่พอเราไปกระโดดเองไปยืนเองนี่สิ มันก็น่ากลัวมากเลยนะ มองลงมาแล้วไม่ค่อยกล้าโดด ยึกยัก ๆ อยู่หลายรอบ สุดท้ายก็กระโดดลงมาจนได้(ก่อนกระโดดต้องเช็คก่อนว่าไม่มีเรือยางหรือคนลอยคอผ่านมานะ) ตอนเย็นย่ำค่ำ ๆ เราก็ปิ้งเผาทำอาหารทะเลกินกันกับเบียร์เล็ก ๆ  น้อย ๆ มีเหล้าปั่นด้วย ก่อนจะหลับไปตอนเที่ยงคืน

อุทยานแห่งชาติ

เขาพะเนินทุ่ง

ตื่นมาตีสี่กว่า ๆ เกือบตีสี่ครึ่ง ต้องลุกมาล้างหน้าแปรงฟัน ไม่นานนักรถก็มารับเพื่อไปเขาพะเนินทุ่ง ทางไกลลมเย็นมาก ๆ ใครไปเที่ยวแบบผมแนะนำให้ใส่ขายาว รองเท้าผ้าใบ เตรียมเสื้อกันลมพร้อมฮู๊ดไปด้วย แก๊ปใส่เสื้อกันหนาวแต่นั่งหลังสุดเลยมันมีลมเย็นมาปะทะบอกได้คำเดียวว่าหนาวมาก ไปกัน 12 คนไม่รวมเด็ก  1 คน กับคนขับอีก 1 คน นั่งหน้า 4 คน หลังอีก 8 คนเสียค่าเข้าอุทยาน 1430 บาทที่ด่านสามยอดรวมทั้งคนทั้งรถ จากด่านสามยอดจะวิ่งไปอีก 32 กิโลเมตรเป็นทางสวนกันได้จะถึงจุดที่สองคือบ้านกร่าง จากบ้านกร่างไปที่เขาพะเนินทุ่งเนื่องจากทางแคบ (แต่ไม่ได้แคบมาก แต่ก็รถสวนกันไม่ได้) เลยมีเวลาปิดเปิดสำหรับการขึ้นลงว่าเวลาไหนเป็นเวลาขึ้น เวลาไหนเป็นเวลาลง โดยกำหนดไว้ดังนี้

เวลาขึ้นเขาพะเนินทุ่ง (จากบ้านกร่าง)
รอบที่ 1 เวลา 5.30 – 17.30 น.
รอบที่ 2 เวลา 13.00-15.00 น.

เวลาลงจากเขาพะเนินทุ่ง
รอบที่ 1 เวลา 9.00 – 10.00 น.
รอบที่ 2 เวลา 16.00-17.00 น.

เขาพะเนินทุ่ง อ่านเพิ่มเติม “รีวิว เที่ยวเขื่อนแก่งกระจานลอยคอกระโดดสะพานแม่น้ำเพชรบุรี ชมทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง”

รีวิวซูชิหน้าล้นคุณภาพเน้น ๆ ที่ Star Chefs Maki Champion

รีวิวซูชิหน้าล้นคุณภาพเน้น ๆ ที่ Star Chefs Maki Champion

วันก่อนไปทำธุระแถวพระราม9 เดินผ่านหน้าร้าน Star Chefs Maki Champion สาขา The Nine พระราม9  เห็นป้ายซูชิหน้าล้นแล้วอดใจไม่ไหว ว่าแล้วก็เปิดดูเมนูหน้าร้านว่าราคาเท่าไหร่ ดูไปก็น้ำลายไหลไปมันน่ากินดีแท้ ราคากำลังดีไม่จัดว่าแพง มีเมนูแบบเป็นเซ็ตให้เลือกด้วย ว่าแล้วก็เดินเข้าร้านไปในบัดดล

บรรยากาศในร้านคนเยอะพอสมควร ร้านดูสะอาดน่านั่งมาก ๆ นั่งได้สักพักก็สั่งอาหารกินกัน พวกเรามากันหลายคนก็เลยสั่งทั้งแบบเป็นเซ็ตแล้วก็แบบเป็นคำด้วย เมนูซูชิหน้าล้นเซ็ตที่เราสั่งเป็นเซ็ตที่ 1 ประกอบไปด้วย SALMON OYAKO, TUNA , HIYASHI WAKAME, KANIKAMA, EBITEM ราคาแค่ 290 บาทเท่านั้นเอง ส่วนที่สั่งเป็นจาน ๆ ก็จะมี SALMON ABURI, IKURA, WAGYU, UNAGI สั่งมาอย่างละ 2 ชิ้น ใครกินชิ้นไหนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายชิ้นนั้นไป

แก๊ปได้กินทูน่า เนื้อจะนุ่มลื่นสดมาก ๆ มีไข่กุ้งสีดำกัดแล้วกรึบ ๆ กำลังดี ส่วนSALMON ABURI หรือแซลมอนรนไฟเนื้อจะนุ่มด้านนอกจะสุดด้านในจะดิบนิด ๆ กำลังดีรสชาติกลาง ๆ มีกลิ่นหอมอยู่ในปาก SALMON OYAKO เนื้อแซลมอนนุ่มลื่นที่สำคัญคือสดมาก ๆ แต่คีบขึ้นมาแล้วไข่แซลมอนหล่นเลยกินแยกจากกันต่างหาก คีบไข่แซลมอนกินเล่น ๆ อร่อยดี ไม่พอโดนเพื่อนแย่งกินไข่แซลมอนด้วย 555+
อ่านเพิ่มเติม “รีวิวซูชิหน้าล้นคุณภาพเน้น ๆ ที่ Star Chefs Maki Champion”

รีวิวร้าน ครัวตรอกจันทน์ อร่อยขั้นเทพลูกสาวน่ารัก ห้ามพลาด!!!

รีวิวร้าน ครัวตรอกจันทน์ อร่อยขั้นเทพลูกสาวน่ารัก ห้ามพลาด!!!

ร้านครัวตรอกจันทน์อยู่ริมถนนเจริญกรุงซอยเจริญกรุง 70/1 ถ้ามาจากทางรถไฟฟ้าสถานีสะพานตากสินจะอยู่เลยแยกถนนจันทน์มาไม่กี่เมตรและอยู่ทางด้านขวา เลยโรงแรม Chatrium มาเพียงเล็กน้อย สำหรับที่จอดรถนั้นบริเวณใกล้ ๆ ไม่มีที่จอดรถยนต์เลย อาจจะต้องจอดรถในถนนจันทน์แล้วยอมเดินไกลหน่อย หรือจะสะดวกมาก ๆ ถ้าเดินทางด้วยรถแท็กซี่ บรรรยากาศร้านจะเก่า ๆ หน่อยที่นั่งมีจำกัด และไม่เหมาะสำหรับคนใจร้อนเพราะรออาหารนานมาก แต่บอกก่อนเลยว่าอาหารที่นี่อร่อยขั้นเทพจริง ๆ อร่อยขนาดที่ว่าผู้ร่วมทริปท่านนึงน้ำตาซึมออกทางหางตาเลยทีเดียว เกือบทุกเมนูที่ได้ัทานจะมีคำอุทาน “อื้มหืออออ” ออกจากปากอยู่เสมอ ๆ สำหรับใครที่จะมาตามรอยแนะนำใหโทรจองโต๊ะด้วย เพราะร้านเต็มแทบจะตลอดเวลาและควรมาไวหน่อยสัก 5-6 โมงเย็น สำหรับใครที่มาไม่ถูกก็ดูตามแปนที่ด้านล่างได้เลยจร้า
Facebook: https://www.facebook.com/KhrawTroxkChanthn
เบอร์โทร: 084-114-9952

ครัวตรอกจันทน์

บรรยากาศร้านครัวตรอกจันทน์

รับรองความอร่อย

รีวิว

เมนูอาหาร

เมนูโต๊ะจีน

ทางร้านครัวตรอกจันทน์จะรับจัดโต๊ะจีนนอกสถานที่ด้วย แต่จะไม่ทำเมนูชุดโต๊ะจีนขายภายในร้าน(ถ้าอยากจะกินต้องจ้างโต๊ะไปข้างนอก) แต่จะมีเมนูต่างหากให้เราสั่งเป็นจาน ๆ ไป สำหรับใครที่จะมีงานเลี้ยงงานบวชงานแต่่งงานน่าจะลองสั่งเป็นโต๊ะจีนมาก ๆ เพราะราคาไม่แพงเลย หลังจากที่เราเข้าร้านมาได้สักพักก็มีสาวน้อยแสนน่ารักมารับออเดอร์ รับออเดอร์อย่างเดียวไม่พอพูดเชียร์อาหารจานหลักราคาไม่น้อยตลอดเวลา(คุยเก่งมากจริง ๆ ใครไปลองชวนคุยดูนะ คุยเป็นต่อยหอยเลย) พวกเราก็ตกลงกันว่าจะสั่งอะไรกันบ้าง สรุปออกมาก็จะมี แฮกึ้น หอยจ้อ ขนมจีบ กุ้งอบวุ้นเส้น บะหมี่ปูใหญ่ อย่างละ 2 ที่ มีปลากะพงนึ่งซีอิ๋ว กุ้งลายเสือทอดพริกเกลือ และหอยเป๋าฮื้อน้ำแดงอย่างละ 1 ที่ อ่านเพิ่มเติม “รีวิวร้าน ครัวตรอกจันทน์ อร่อยขั้นเทพลูกสาวน่ารัก ห้ามพลาด!!!”

รีวิวอร่อยคุ้มร้าน Maki ที่ Star Chefs Maki Champion กับเมนูที่คุณจะต้องอึ้ง!!!

รีวิวอร่อยคุ้มร้าน Maki ที่ Star Chefs Maki Champion กับเมนูที่คุณจะต้องอึ้ง!!!

“สุดยอดดดด!!! ร้าน Maki กินที่ไหนก็ไม่อร่อย เมื่อได้กิน Maki ที่ร้านนี้ รสชาติมันเข้มข้นและหอมมาก ๆ” เสียงเพื่อนคนนึงของแก๊ปแก๊ป อุทานออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อได้ทาน 1 ใน 12 ของเมนู Shinkansen Maki จากนั้นไม่นานแก๊ปแก๊ปก็ลองคีบ Maki ชิ้นหนึ่งที่มีผงสีเขียวขึ้นมาทาน “เฮ้ย!!! คำนี้เจ๋งอ่ะ หอมอบอลวนไปทั้งปาก ขนาดทานหมดทั้งคำแล้วยังมีกลิ่นหอมหลงเหลือให้เคลิบเคลิ้มได้อีก” ใช่แล้ว!! Maki ที่แก๊ปแก๊ปได้ทานเป็นเมนูที่มีชื่อว่า UNAGI MATCHA เป็นมากิไส้ปลาไหลย่างคลุกชาเขียวแล้วราดด้วยซอสและโรยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่วนของเพื่อนเป็น EBI LAVA เป็นมากิไส้กุ้งท็อปด้วยกุ้งสดราดซอสมันกุ้ง เมนู Shinkansen Maki นั้นเป็นเมนูที่เป็น signature ของร้าน Maki “Star Chefs 2014 (Maki Champion)” ประกอบไปด้วย Maki 12 คำที่เรียงกันมาเหมือนรถไฟชินคันเซ็น ที่มี concept ว่า “12 ชิ้น 12 รส 12 เที่ยวต่อวัน” ในราคาที่ไม่แพงเลยเพียง 480 บาทเท่านั้นเรียกได้ว่าอร่อยคุ้มแน่นอน โดย 6 ชุดแรกจะเสิร์ฟตั้งแต่ 12.00 – 14.00 น. และอีก 6 ชุดในช่วง 18.00-22.00 น. ดังนั้นใครอยากทานอยากตามรีวิวนี้ก็ต้องรีบกันหน่อย

Maki-กินที่ไหน-Shinkansen

ร้าน-Maki

ร้าน Maki “Star Chefs 2014″ นั้นเป็นร้านที่ขาย Maki แบบ Fusion โดยเฉพาะ วัตถุดิบได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดีและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น  และเป็นร้าน Maki ที่ได้รับรองความอร่อยจากเชฟYasuji Morizumi (ยาสึจิ โมริซูมิ) เชฟระดับ Michelin Star  ได้รางวัลชนะเลิศจากรายการทีวีแชมเปี้ยน (TV Champion) ได้รับการขนานนามว่าเป็น King of Ramen เป็นหัวหน้าเชฟของร้าน Pacata ผู้มีความสามารถทางด้านอาหารอย่างรอบด้านหลากหลาย  ดังนั้นรับรองได้เลยว่าการผสมผสานระหว่างวัตถุดิบต่าง ๆ กับซอสสูตรเฉพาะของแต่ละเมนูใน Shinkansen Maki นั้นจะทำให้คุณหัวใจเต้นแรง ความหอมของซอสหรือการผสมผสานของวัตถุดิบจะทำให้เคลิบเคลิ้มจนลืมบรรยากาศแสนอบอุ่นรอบข้างไปเลยทีเดียว

ร้าน-Maki-กินที่ไหน

ร้าน-Maki-อร่อยคุ้มค่า

ร้าน Maki “Star Chefs 2014″ ที่แก๊ปแก๊ปมารีวิวในครั้งนี้เป็นสาขาตั้งอยู่ขั้น 4 ติดกับร้าน Farm Design เหมาะที่จะมากันแบบเป็นครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน ๆ 4-8 คนกำลังดี สั่งชุดเมนู Shinkansen Maki 1 ชุดต่อ 3-4 คน โดยเลือกว่าใครจะทานชิ้นไหน จากนั้นให้ลองเลือกที่อร่อยที่สุดจากที่ตัวเองได้ทานและสั่งเป็นจาน 4 ชิ้น หรือ 8 ชิ้นเพื่อแบ่งปันความอร่อย รสชาติที่เราได้สัมผัสให้เพื่อนได้ลิ้มลองกัน เป็นความสนุกและอร่อยอีกแบบ ช่วยสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือระหว่างผองเพื่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนเครื่องดื่มที่แนะนำให้ทานกับ Maki จะเป็น BLOSSOM ICED TEA จะช่วยตัดรสชาติกับ Maki ทำให้ทานได้เยอะขึ้น หรือใครอยากได้ความชุ่มชื่นคอเหมาะกับอากาศร้อน ๆ แนะนำเป็น HONEY LEMON ICED TEA  ถ้าอยากได้รสชาติละมุน ๆ ซ่า ๆ ก็จัด LYCHEE BERRY SODA ได้เลย แต่ทางร้านยังมีเครื่องดื่มอย่างเบียร์ SINGHA หรือ SYDER BAY  ไว้ให้บริการด้วยเช่นกัน

รีวิว-Star-Chefs-2014

Unagi-Salmon-don

Maki กินที่ไหน อยากตามไปลองต้องไปที่ไหน??
ร้าน Maki “Star Chefs 2014″ ตอนนี้มี 2 สาขา
สาขาแรกตั้งอยู่ที่ The Nine Avenue พระราม 9 ชั้น 1
สาขาที่สองตั้งอยู่ที่ Terminal21 แยกอโศก ชั้น4 ติดกับร้าน Farm Design

เต็มอิ่ม!!! สุดยอดเนื้อนานาชนิด ที่ห้องอาหาร LaTavola & Wine Bar ที่ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ

เต็มอิ่ม!!! สุดยอดเนื้อนานาชนิด ที่ห้องอาหาร LaTavola & Wine Bar ที่ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ

วันนี้แก๊ปแก๊ป มีโปรโมชั่นอาหารอิตาเลี่ยน ที่ห้องอาหาร LaTavola & Wine Bar จากโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ (Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel)มานำเสนอ โปรโมชั่น “CARNE & VINO” (สุดยอดเนื้อนานาชนิดพร้อมไวน์) ตลอดเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2558

ก่อนอื่นเราต้องเดินทางมาที่นี่เลย โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ โรงแรมจะอยู่ที่สถานีชิดลมเลย หาเจอได้ง่ายมาก ๆ  ไปที่ห้องอาหาร LaTavola & Wine ด้วยการขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 3  ก็จะเจอทางเข้าหน้าห้องอาหารสุดหรู

เข้ามาแล้วก็จะพบกับตู้เก็บไวน์ และส่วนผสมของค็อกเทลต่าง ๆ เดินเข้ามาอีกจะเป็นห้องอาหารตกแต่งไว้อย่างหรูหรา มีครัวแบบเปิดให้เห็นการทำงานของเชฟที่ทำอาหารอย่างประณีตให้เราได้ดูกัน

ดูห้องอาหารและพ่อครัวมาเยอะแล้ว พบกับอาหารของเราเลยดีกว่า จานแรกจะเป็น Appetizer ขนมปังแบบต่าง ๆ มาพร้อมเครื่องเคียง 2 อย่าง โดยจะมีแป้งพิซซ่าซึ่งกรอบและหอมมาก ๆ และขนมปัง ทานคู่กับเครื่องเคียงรสชาติเฉพาะตัวของที่ห้องอาหาร
ลา ทาโวล่า แอนด์ ไวน์ บาร์ (LaTavola & Wine Bar) เท่านั้น ใครชอบขอเพิ่มได้นะ ^__^

Braised Pork Belly, Celeriac Puree,Marsala Reduction and Pan Seared Figs
หมูสามชั้นตุ๋น ขึ้นฉ่ายบดเนื้อเนียน และมะเดื่อฝรั่งทอด (จานนี้ราคา 780 บาท) เมนูนี้เนื้อหมูสามชั้นจะหอม ๆ และนุ่มมาก ๆ ทานกับมะเดื่อฝรั่งที่รสออกหวาน ๆ เข้ากันได้ดีมาก ๆ ปกติแก๊ปแก๊ปเป็นคนไม่ค่อยชอบทานผักผลไม้เท่าไหร่แต่บอกเลยว่าอาหารที่นี่แก๊ปแก๊ปกินเรียบเลย
อร่อยจนไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นผัก ^___^
Iberico Pork Chops,Porcini Mushroom and Rosemary Sage Sauce
ไอเบอริโคพอร์คช็อป เห็ดพอร์ชินี่และซอสโรสแมรี่ (จานนี้ราคา 825 บาท) เป็นพอร์คช็อปที่ย่างไฟมาอย่างพอดี ๆ ทำให้เนื้อนุ่มมาก ๆ เมนูนี้ทำจากเนื้อหมูดำ ทำให้ได้ความนุ่มและความช่ำของเนื้อแบบเต็ม ๆ ทานกับเห็ดพอร์ชินี่ก็อร่อยมาก ๆ

 

Wagyu Beef Cheeks, Truffle Mash and Onion Essence
สเต็กเนื้อวากิว เห็ดบดและหัวหอม (จานนี้ราคา 725 บาท) เนื้อวากิวคัดพิเศษกับซอสที่เข้าเนื้อกำลังดี ทานคู่กับผักนานาชนิด ทำให้รสชาติกลมกล่อมเข้ากัน ความนุ่มของเนื้อตัดกับความกรอบเล็ก ๆ ของผัก ทำให้มี texture และได้สัมผัสอย่างยอดเยี่ยม

 

900 Gr. Grilles Bone In Rib Eye , Artichokes and Truffle Sauce
สเต็กเนื้อริบส์อาย อาร์ติโชคและซอสทรัฟเฟิล (จานนี้ราคา 2,600บาท) เมนูนี้เป็นเมนูที่ผมชอบที่สุดเลยก็ว่าได้ วันนี้เชฟมาหั่นเนื้อให้ดูกันเห็น ๆ ชิ้นใหญ่มาก ๆ หากมากันหลาย ๆ คนแนะนำให้สั่งเมนูนี้เลย เพราะเนื้อริบส์อายของที่นี่สั่งได้เลยว่าอยากได้ความสุกระดับไหน
ส่วนที่เห็นนี้สุกปานกลาง ทำให้เนื้อนุ่มเคี้ยวง่าย ทานคู่กับซอสทรัฟเฟิลก็ยิ่งหอมอร่อยขึ้นไปอีก ทำเอาแก๊ปแก๊ปแทบละลายเลยทีเดียว แถมชิ้นที่สอง ยังต้องแย่งกับเพื่อน ๆ นิดหน่อย ก็มันอร่อยนี่นา ^__^

Lamb Ossobuco,Acquerello Risotto Pistaxhio Gremolate
แกะตุ๋น ริซอตโต้ พิตาชิโอ เกรโมลาตา (จานนี้ราคา 650 บาท) เมนูนี้ใช้ส่วนแข้งของแกะตุ๋นมาจนเปื่อยกำลังดี ทานคู่กับริชอตโต้ที่หอมกลิ่นชีสกลิ่นนมมาก ๆ ส่วนผสมที่ใช้จะเป็นข้าวพันธุ์พิเศษที่มียางมากว่าปกติทำให้ทั้งนุ่มและหอมชวนฝันมาก ๆ เมนูนี้เป็นเมนูที่แก๊ปแก๊ปชอบลองลงมาจากสเต็กเนื้อริบส์อายเลย ใครที่ชอบกลิ่นชีสแก๊ปแก๊ปบอกได้คำเดียวเลยว่า “ห้ามพลาด!!!”

 

เกร็ดความรู้ก่อนที่จะจากกัน ชื่อห้องอาหาร ลา ทาโวล่า แอนด์ ไวน์ บาร์ นั้นมาจากภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า โต๊ะอาหาร

ห้องอาหารอิตาเลี่ยน ลา ทาโวล่า แอนด์ ไวน์ บาร์ (LaTavola & Wine Bar)
ชั้น3 โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ (Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel)
เวลาเปิดให้บริการ อังคาร – อาทิตย์ 11.30-14.30 น. และ 18.00-23.00 น.
โทร 0-2125-5020
www.renaissancebangkok.com

 

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

พอดีแก๊ปแก๊ปไปเจอกระทู้รีวิวท่องเที่ยวเขาช้างเผือกใช้เงิน 1000 บาทจากกระทู้เวบ pantip โหอ่านแล้วมันน่าไปมาก ๆ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย ก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาช้างเผือกดูว่าถ้าจะไปต้องทำยังไงบ้าง ช่วงหลัง ๆ เขาช้างเผือกถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฮิตมาก ๆ ทำให้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่จะขึ้นเขาช้างเผือกต้องทำการโทรจองล่วงหน้า และมีกำหนดการเปิดปิดเส้นทางเดินเขาช้างเผือกในแต่ละปี ซึ่งในปี 2557 นี้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้กำหนดให้ขึ้นเขาช้างเผือกได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2558 สำหรับปีนี้มีเวลาแค่สามเดือนเท่านั้น ซึ่งทางอุทยานจำกัดจำนวนไว้ที่วันละ 60 คนเท่านั้น ซึ่งการเที่ยวเขาช้างเผือกนั้นสะดวกมาก ๆ เพราะสามารถเดินทางคืนวันศุกร์(นอนในรถ)ถึงเช้าวันเสาร์ เดินขึ้นเขาตอนเช้า และลงจากเขาเช้าวันอาทิตย์ บ่าย ๆ เย็น ๆ ไปแช่น้ำพุร้อนหินดาด ดึก ๆ กลับถึงกรุงเทพฯได้พอดี

 

 

การเตรียมตัวไปเขาช้างเผือกการเดินเขาและข้อควรรู้ต่าง ๆ

1.ต้องโทรจองกับทางอุทยาน โดยทางอุทยานจะเริ่มรับโทรศัพท์ตอน 9 โมงเช้าที่เบอร์ 034-510979 และ 081-3820359 เท่านั้น ไม่เปิดรับจองทางอื่น และรับจองล่วงหน้าได้มากที่สุดแค่ 7 วันก่อนขึ้นเขาช้างเผือกหากจะไปวันศุกร์หน้าต้องโทรวันศุกร์นี้ตอน 8 โมง แต่หากวันอังคารหรือพุธหน้ายังว่างก็สามารถจองวันศุกร์นี้ได้ เป็นต้น แต่แก๊ปแก๊ปแนะนำว่าให้เริ่มโทรได้ตั้งแต่ 7:55 น. ได้เลย หาโทรศัพท์เบอร์บ้านหรือมือถือที่กด redial ง่าย ๆ สองเครื่องหรือที่มีฟังก์ชันโทรซ้ำอัตโนมัติก็น่าจะดี สามารถจองได้มากที่สุดกรุ๊ปละ 10 คน

2.หลังจากจองได้แล้ว ต้องส่งรายชื่อทั้งหมดพร้อมสำเนาบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ให้อุทยานทางอีเมล์ thongphaphumoffice@gmail.com หากจองได้แล้วหาเพื่อนไปได้ไม่ครบแนะนำให้ลองโพสชวนคนอื่น ๆ ที่หน้าวอล์ตัวเองและเพจของอุทยานหรือบอร์ดเที่ยวหารเฉลี่ยต่าง ๆ หากได้คนพอควรแต่ไม่ครบจริง ๆ ควรแจ้งอุทยานถึงจำนวนที่แท้จริง

3.หากจองเองมันยากแล้วล่ะก็ เรามีวิธีมาแนะนำ คือเข้าไปที่เพจของอุทยานทองผาภูมิหรือเวบบอร์ดท่องเที่ยวแบบหารเฉลี่ย จะมีคนที่จองได้แต่คนไปไม่เต็มอาจจะขอเค้าติดไปด้วยได้ ให้รีบส่ง messege ไปที่ inbox หรือหากลงเบอร์โทรไว้ก็โทรถามเลยจร้าาาา (อย่าลืมส่งสำเนาบัตรประชาชนและเบอร์โทรให้คนที่จัดการจองด้วยนะ) หรือมีอีกวิธีคือจองกับท้วร์ซึ่งจะแพงนิดหน่อย แต่การจองกับทัวร์ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ไปนะครับ เพราะทัวร์ก็ต้องโทรจองอีกเหมือนกันฮา ๆ แต่มีดราม่าว่าทัวร์มักจองได้นี่สิ เหอ ๆ

4.แนะนำให้จ้างลูกหาบไว้ ค่าลูกหาบ 1 คน(2 วัน 1 คืน แบกของขึ้นและลง) 1,100 บาท แบกหนัก 30 กิโลกรับ หากเกินคิดกิโลกรัมละ 30 บาท ลูกหาบมีหน้าที่ก่อไฟ ตั้งเต๊นท์ ต้มน้ำ หุงข้าวให้ได้(กับข้าวทำเองนะ แต่แนะนำให้เอามาม่าคัพขึ้นไปเพื่อความสะดวก) ให้ลูกหาบแบกเต๊นท์ ของใช้ส่วนกลางและน้ำส่วนหนึ่ง คำนวณให้ดีนะว่าจะใช้ลูกหาบกี่คน โดยประมาณนักท่องเที่ยว 2-4 คนใช้ลูกหาบ 1 คน ถ้าไม่ได้ทำอาหารกินเองมากมาย แบกทั้งหมดเองได้มั้ย ต้องบอกว่าถ้าฟิตมากก็แบกได้นะ(แก๊ปแก๊ปแบกเกือบทุกอย่างเอง มีเพียงน้ำ 3 ลิตรเท่านั้นที่ฝากลูกหาบ ตัวเองเอาน้ำขึ้นไป 1 ลิตร เติมน้ำจากน้องอีกนิดหน่อย เลยให้พกน้ำเอง 1.5 ลิตร เต๊นท์ถุงนอนของทุกอย่างแก๊ปแก๊ปแบกเองหมด) แต่ไม่แนะนำให้แบกเองเท่าไหร่ เป็นไปได้แบกแค่น้ำ 1.5 ลิตรและเสื้อผ้าเบา ๆ กล้องหรือมือถือก็พอ แบบเดินตัวปลิว ๆ สบายกว่ากันเยอะ

5.สิ่งของที่ควรเตรียมไปด้วย***
-เสื้อผ้า 3 ชุด เสื้อกันหนาว 1 ตัว โดยทิ้งไว้ที่รถ 1 ชุดพร้อมเครื่องอาบน้ำ(เตรียมถุงหรือกระเป๋าใบเล็ก ๆ ไว้ที่รถได้เลย) อีก 1 ชุดไว้ปีนขาขึ้น ชุดสุดท้ายไว้เปลี่ยนนอนและปีนเขาลง กางเกงเดินขึ้นเขาควรใช้ขายาวเบา ๆ และไม่ใช่กางเกงยีนส์เพราะหนักและอมน้ำ เสื้อควรใช้เสื้อที่แห้งได้ไวแขนยาว หากใช้แขนสั้นควรมีปลอกแขนไว้กันแดดกันเสียดสี
-ถุงมือ เอาไว้ไม่ให้มือดำ และจับสลิงหรือรูดสลิงแล้วไม่เจ็บ (แก๊ปแก๊ปใส่แต่ปลอกแขนไม่ได้ใส่ถุงมือ ตอนนี้มือดำเมี่ยมเลย แต่แขนขาวเหอ ๆ จับสลิงก็เจ็บ)
-หมวกแบบมีผ้าคลุมด้านหลังด้านข้าง 1 ใบ อาจจะเป็นหมวกปีกยาว  ๆ สักหน่อยก็ได้(ถ้าไม่มีหมวกแนะนำให้ซื้อได้ที่บ้านอีต่อง มีขายใบละ 90-100 บาท)
-แว่นตากันแดด เนื่องจากบนเขาแดดแรงมากมีแว่นตากันแดดจะช่วยทำให้สบายตาและรู้สึกเย็นมากขึ้น
-ร่มพับเล็ก ๆ 1 คัน เพราะช่วงระหว่างปีนแดดร้อนมากและไม่ค่อยมีร่มไม้ให้หลบ หมวกก็ปิดได้เฉพาะใบหน้าเอาไม่อยู่ ดังนั้นการมีร่มขนาดพอเหมาะจะดีมาก ๆ (แก๊ปแก๊ปไม่ได้พกไป แล้วเดินเขาช้างเผือกนี่เป็นเหมือนทุ่งหญ้าโล้น ๆ มีต้นไม้น้อยมาก ต้นไม้ที่มีก็ไม่มีใบ เรียกว่าไม่มีที่ร่มให้หลบเลยจะตายเอา เขาชันไม่กลัว แต่ร้อน ๆ แบบนี้ก็ไม่ไหวนะ)
-ทิชชู่เปียก ไว้เช็ดตัวเช็ดเท้าก่อนนอน อยู่บนนั้นไม่มีน้ำให้อาบนะบอกไว้ก่อน
-ทิชชู่แห้ง ไว้เช็ดทำความสะอาดต่าง ๆ และใช้เวลาเข้าห้องน้ำ
-แป้งเย็น ทาให้สบายตัว โรยเท้าดับกลิ่นต่าง ๆ
-ถุงเท้าสองคู่ ใส่ปีนเขาวันแรก และใส่ปีนเขาลง
-ถุง 4-5 ใบ ไว้ใส่เสื้อผ้าใส่แล้ว ใส่ถุงเท้า ใส่ขยะ
-เต๊นท์นอน ผ้ารองเต๊นท์ ถุงนอน เตรียมให้พร้อมให้พอดีตามจำนวนคน อย่าเอาเปลไปนะ เพราะไม่มีต้นไม้ให้ผูกเต๊นท์เว้นแต่จะเอาไม้ไผ่ที่เอาขึ้นไปด้วยไปปัก ซึ่งลำบากนะ
-น้ำดื่ม  อย่างน้อยคนละ  3 ลิตร ถ้าเป็นคนดื่มน้ำเยอะหรือน้ำหนักตัวมากแนะนำให้เอาขึ้นไป 4 ลิตร ขาขึ้นควรแบกน้ำเอง 1.5 ลิตร น้ำขาขึ้นเหลือไม่เป็นไรแต่ถ้าขาดนี่หนักเลย ส่วนขาลงถ้าเหลือ 1 ลิตรจะกำลังดี(แล้วแต่คนด้วย) เพราะเขาชันมากและแดดร้อนสุด ๆ
-อาหารที่จะกินมื้อเย็นและมื้อเช้าอีกวั้นบนเขาช้างเผือกไว้ล่วงหน้า บนนั้นไม่มีอะไรขายนะจ๊ะ แนะนำว่าเป็นมาม่าคัพก็สะดวกสุด ๆ หรือเป็นขนมปัง 7-11 เป็นมื้อเช้าก็สะดวกดี ส่วนมื้อเช้าและเที่ยงวันปีนเขาซื้อจากด้านล่างที่บ้านอีต่องได้เลย(มื้อเช้ากินที่ร้าน มื้อเที่ยงใส่กล่องพกขึ้นเขาไปด้วยหรือถ้ามั่นใจว่าจะไปกินที่จุดกางเต๊นท์ก็ฝากลูกหาบขึ้นไปเลย แต่ระหว่างทางวิวสวย พักกินข้าวก็โอนะ ระยะเวลาเดินขึ้นเขาประมาณ 4 ชั่วโมง กะเวลาและวางแผนเอาเองละกัน)
-รองเท้าเดินป่าหรือรองเท้าผ้าใบ เอาแบบพื้นยางลึก ๆ เดินหนึบ ๆ ไม่ลื่น ไม่ควรใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าที่ไม่รัดข้อ เพราะลื่นและชันมาก บางช่วงเป็นดินลื่น ๆ เอียงไปทางเหวเล็กน้อย (แต่แก๊ปแก๊ปเจอลูกหาบใส่ถุงเท้าและหูหนีบ เดินปลิวเลยจร้า แต่อย่าเลียนแบบเลยอันนั้นเค้าชำนาญละ)
-กล้อง หรือ มือถือ gadget ต่าง ๆ เอาไว้ถ่ายรูป แนะนำกล้องตัวเล็ก ๆ พกพาสะดวก อย่าง go pro หรือ sj4000 เพราะจะหยิบมาถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ และแบตกล้องควรชาร์จให้เต็มก่อนมานะ เมมเตรียมให้พร้อม
-หากอยากเล่นเน็ตบนเขา ให้เตรียมซิมของ ais ไว้ได้เลยจร้า(เร็วและแรงมากๆ พี่ที่เพิ่งรู้จักบอกว่าสัญญาณแรงกว่าที่ตาคลีบ้านพี่เค้าซะอีก) ส่วนสัญญาณโทรศัพท์มีครบทั้ง 3 ค่าย แต่ dtac กับ true เล่นเน็ตไม่ได้เลย เหอ ๆ
-power bank อันนี้ไม่แนะนำให้พกขึ้นเขาซะเท่าไหร่ คือคืนก่อนขึ้นเขาชาร์จให้เต็ม 100% ก็น่าจะอยู่พอดีลงเขา แต่ถ้าจำเป็นก็หาขนาดเล็ก ๆ ไม่หนักขึ้นเขาละกันเนอะ เพราะบางคนใช้มือถือถ่ายรูปเยอะ
-ไฟฉาย เทียน พกไปด้วยเผื่อลงจากยอดเขาช้างเผือกไม่ทันถ่ายรูปเพลิน หรือใช้ตอนหยิบของก็สะดวกดี บนเขามีตะเกียงให้แต่ไม่มีเทียน
-กล้วยตาก 1 กล่อง ซื้อที่ 7-11 ใช้เป็นแหล่งพลังงานฉุกเฉินตอนปีนขึ้นเขา หากพลังงานหมดขาก้าวไม่ออกหรือรู้สึกวิงเวียน หลังจากได้พักแล้วให้กินกล้วยตากจะช่วยเติมพลังงานแบบเร่งด่วนได้ดี ทำให้สดชื่นเดินต่อได้แบบสบาย ๆ

 

 

6.ก่อนไปที่บ้านอีต่องจะผ่านที่ทำการอุทยานต้องซื้อบัตรที่หน้าป้อม โดยบอกจำนวนคนและแนะนำให้ขับรถไปที่ตัวอาคารที่ทำการอุทยานเพราะทุกคนที่ไปต้องไปกรอกเอกสาร โดยแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายดังนี้
-ค่าพื้นที่กางเต๊นท์ 30 บาทต่อคน
-ค่าขึ้นเขา 30 บาทต่อคน
-ค่าเจ้าหน้าที่นำทาง 1200 บาท/เจ้าหน้าที่ 1 คน/นักท่องเที่ยว 10 คน สรุปส่วนนี้ตีกลม ๆ ว่า 120 บาทต่อคน(ตอนแก๊ปแก๊ปไปเจ้าหน้าที่จะเดินปิดท้ายให้รู้ว่าคนครบ ถ้าไปไม่ถึง 10 คน จะจับรวมกรุ๊ป ให้ได้ 10 ถ้าไม่ได้ก็หารตามจำนวนคน)

 

7.ควรเข้าห้องน้ำทำธุระทั้งหนักและเบาให้เรียบร้อย เพราะบนเขาเป็นส้วมหลุม กลิ่นนรกแตกมาก ๆ ถ้าถ่ายหนักบนเขานี่บอกเลย ถ่ายเสร็จแทบอ้วก แนะนำให้เดินเข้าป่า แต่ป่าก็ไม่ได้เดินเข้าง่าย ๆ นะ เพราะตรงนั้นสันเขาล้วน ๆ มีแค่จุดกางเต๊นท์ที่เป็นลาน สรุปทำธุระให้เสร็จตั้งแต่ข้างล่างจะดีที่สุด เหอ ๆ

8.ควรเดินขึ้นเขาแต่เช้าเพราะแดดจะได้ไม่ร้อน (แก๊ปแก๊ปขึ้นเขาตอน 10 โมงกว่า โคตรร้อนเลยจร้า กว่าจะถึงจุดกางเต๊นท์บ่ายสอง เจอแดดเที่ยง ๆ บ่าย ๆ ไม่มีร่มเงาแทบเป็นลม) เดินขึ้นเขาจะใช้เวลาไปถึงจุดกางเต๊นท์ประมาณ 4 -6ชั่วโมง และจะเริ่มเดินขึ้นสันคมมีดและยอดเขาช้างเผือกตอนประมาณ 15:30 น. หรือ 16:00 น. แล้วแต่จำนวนคนและเจ้าหน้าที่ ควรพกไฟฉายเดินขึ้นสันคมมีดและยอดเขาด้วย

9.หาไม้เท้าค้ำยันขนาดพอดีมือไม่มีรอยแตกหรือเสี้ยนให้บาดมือใช้ระหว่างเดินขึ้นและลงเขาจะช่วยได้มาก ขาขึ้นอาจจะขอจากคนที่กำลังลงก็ได้ ขาลงก็แบ่งปันให้คนที่กำลังจะขึ้น ส่วนตอนปีนขึ้นสันคมมีดไม่ต้องพกไม้ค้ำไปนะ(มันเกะกะ) เก็บไว้ข้างเต๊นท์ไว้ใช้ขาลงก็พอ

10.หากอยากดูดาวให้ดับไฟบริเวณรอบ ๆ ให้หมดจะทำให้ตาชินกับแสงมืด ๆ และเห็นดาวได้เยอะกว่าเดิมหากจะถ่ายรูปดาวควรเตรียมขาตั้งกล้องและรีโมทกล้องไปด้วย

 

11.คนที่กลัวความสูงไม่ควรปีนสันคมมีดโดยเด็ดขาด แต่ถ้าหากคิดว่าไหวต้องรับผิดชอบตัวเอง

12.หลังจากลงเขาแล้วสามารถอาบน้ำที่ร้านอาหารที่อุดหนุนหรือขอชาวบ้านที่บ้านอีต่องอาบน้ำได้ หรือนั่งรถไปอาบน้ำที่อุทยานก็ได้ มีห้องน้ำไว้ให้บริการเช่นกัน

13.ถ้าเจอคนพม่าขายปูแล้วอยากกินก็ซื้อกลับมากรุงเทพฯ นึ่งกินเองได้นะ ราคาถูกมาก ๆ กิโลละ 200-250 บาทเอง ตัวใหญ่มาก ๆ แต่กล้ามโคตรแข็งเลยต้องใช้สากทุบ ฟันกัดนี่ฟันหักได้เลยอ่ะ (แก๊ปแก๊ปซื้อมาสองโล 6 ตัว 500 บาท เนื้อแน่นอร่อย ฟินมาก ๆ )

14.ใครอยากผิวเนียนแบบคนพม่าซื้อทานาคาที่นี่ราคาถูกมาก ๆ แค่ 10 บาทเอง(แนะนำให้เหมามาเยอะ ๆ )ติดทนมาก ๆ ด้วย ของแท้แน่นอน (แก๊ปแก๊ปคุยกับคนขายปู เธอบอกเธออายุ 37 แต่หน้านี่ 24 ชัด ๆ เพราะเธอพอกทานาคาช่ายมั้ย พูด!!!)

15.หลังจากลงเขาแล้วแนะนำให้หมกตัวนั่งรถไปน้ำพุร้อนหินดาด(ยังไม่ต้องอาบน้ำนะ) ไปกินข้าวเที่ยงที่น้ำพุร้อนก็ได้ แล้วจัดการล้างตัวแช่น้ำพุร้อน ข้าง ๆ บ่อน้ำพุร้อนจะมีลำธารน้ำตกเป็นน้ำเย็นให้แช่น้ำร้อนสลับน้ำเย็นเพื่อสุขภาพที่ดี ช่วงแช่น้ำร้อนก็นวด ๆ ขาไปด้วย เช้าวันจันทร์จะได้ไม่ปวดเมื่อย อันนี้แนะนำเลย ฟินสุด ๆ พอแช่น้ำร้อนน้ำเย็นแล้ว อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย ซื้อเบียร์เย็น ๆ มาดื่ม รับรองโคตรชื่นใจและปิดทริปได้อย่างฟินที่สุดในสามโลก แก๊ปแก๊ปรับรองเลย

 

 

บล็อคที่เกี่ยวข้อง
รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก
รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด
รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

เขาช้างเผือกเป็นสถานที่เที่ยวในฝันของใครหลาย ๆ คน และการที่จะได้ไปเขาช้างเผือกนั้นไม่ง่ายเลย(แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป) เพราะขึ้นเขาได้แค่วันละ 60 คนเท่านั้น ทั้งยังต้องจองล่วงหน้าสูงสุดได้แค่ 7 วันดังนั้นการจะแพลนข้ามปีหรือหลายเดือนเป็นไปได้ยากยิ่ง ถ้าอยากไปต้องรีบจองและต้องจองให้ได้ ถ้าอยากประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อนเราต้องว่างหรือไม่ก็ไปขอเกาะกลุ่มคนอื่นเพื่อไปให้ได้(เพราะเพื่อนมักไม่ว่างพร้อมเรายิ่งวันธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึง หาคนไปด้วยยากมาก) ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะไปเขาช้างเผือกแบบคนไม่เยอะมากนักคือช่วงเดือนพฤศิกายน หากเป็นช่วงหลังวันพ่อแล้วคนจะเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงเดือนพฤศจิกายนยิ่งเป็นช่วงที่เปิดให้เดินเขาช้างเผือกใหม่ ๆ หญ้าจะเขียวขจี แต่ก็จะเดินยากขึ้นด้วยเพราะลื่นและอาจจะมีทากได้ ช่วงที่แก๊ปแก๊ปไปนั้นพื้นค่อนข้างแห้งและหญ้าก็ยังเขียวอยู่ อาจจะมีเหลืองแซมบ้างนิดหน่อย แต่ก็เป็นช่วงที่ดีเพราะไม่มีทากเลย แก๊ปแก๊ปขอเล่าตั้งแต่การจองการเดินทางตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สำหรับรีวิวต่อไปนี้จะเขียนแบบละเอียดตั้งแต่การจองการไปเดินขึ้นเขา ซึ่งจะเล่าตามเหตุการณ์จริงซึ่งจะยาวละยืดนิดนึงนะ ^__^

ทะเลหมอก-ทางไปบ้านอีต่อง-จุดชมวิวเริ่มแรกจากแก๊ปแก๊ปได้อ่านรีวิวเขาช้างเผือกจากกระทู้ pantip อ่านแล้วอยากไปมาก ๆ เลยไปชวนเพื่อนที่ออฟฟิศอีกคนไปด้วย เพื่อนก็ตกปากรับคำจะช่วยเป็นคนจัดทริปเพราะเพื่อนเป็นคนเดินป่าบ่อย คุยกันถึงขั้นว่าจะไปทำสุกี้หรือต้มโคล้งกินบนจุดกางเต๊นท์เลยทีเดียว แก๊ปแก๊ปเลยลองโทรจองวันนั้นเลยตอนบ่าย ๆ สักบ่ายสามเห็นจะได้ เจ้าหน้าที่อุทยานก็แจ้งว่าวันอังคารพุธหน้ายังว่าง(โทรวันพฤหัส) ด้วยความอยากไปมากเลยจองไปวันพุธ จองไป 9 คนเพราะหวังว่าจะหาเพื่อนร่วมทริปในฝันได้ไม่ยาก อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ก็มีสองคนแล้ว อีก 7 คนจะไปยากอะไร ก็พยายามหาเพื่อนร่วมทริปอยู่สักพักก็ได้สาวสวยเพื่อนอีกคนจะไปด้วย เพื่อนที่ออฟฟิศก็มีบอกไว้ว่าเหมือนจะมีนัดอะไรสักอย่างแต่นึกไม่ออกไม่แน่ใจว่าวันไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็มีสามคนแล้วรวมแก๊ปแก๊ปด้วย หา 6 คนคงไม่ยากมั้ง แล้วจู่ ๆ เพื่อนที่ออฟฟิศก็มาบอกว่า “กรูนึกออกละ มีงานแต่งญาติที่มาเลย์ต้องไปวันพฤหัสหน้าคงไปด้วยไม่ได้ละ” เหมือนฟ้าผ่ามากลางอก ว๊ากต้องจัดทริปนี้เองหรือนี่ตอนนี้เหลือสองคนเราก็พยายามหาคนต่อไปผ่านไปวันแล้ววันเล่ามีแต่คนอยากไปแต่ไปวันธรรมดาเลยไปด้วยไม่ได้ โอ้นี่สินะความยากในการไปเขาช้างเผือกจองได้วันธรรมดาก็หาคนไปด้วยยากมากจนวันอาทิตย์แก๊ปแก๊ปได้โทรชวนน้องชายกับแฟนน้องชาย น้องชายก็โอเคไปได้ เราก็คุยปรับแผนกับเพื่อนสาวในวันจันทร์ว่าให้เพื่อนสาวขับรถไปและไม่ต้องหารค่าน้ำมัน แก๊ปแก๊ปกับน้องจะหารกันเอง และโทรไปบอกอุทยานว่าเหลือเพียง 4 คนเพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มอื่นได้ขึ้นไปแทนที่เรา

 

แก๊ปแก๊ปดีใจมากจะได้ไปเขาช้างเผือกแล้ว แต่โชคชะตากลับพลิกผันเมื่อบ่ายวันจันเพื่อนสาวโทรมาบอกว่าไม่ไปแล้วดีกว่า เกรงว่าจะขับรถไม่ไหว โอ้ชีวิตโทรบอกบ่าย ๆ วันจันแต่วันอังคารดึก ๆ เราจะออกเดินทางกันแล้ว สรุปได้เลยว่าทริปนี้ล่มแน่นอน แก๊ปแก๊ปก็เข้าใจเหตุผลของเพื่อนเพราะเพื่อนจะต้องขับรถวันเสาร์ไปเชียงรายกลัวจะไปทริปต่อ  ๆ กันไม่ไหว ก็จัดการโทรบอกน้องชาย น้องชายดูจะเข้าใจ(น้องชายเหมือนจะไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ เพราะช่วงนี้จะเปิดร้านขายของและลงทุนไปเยอะพอควร) แต่ด้วยความที่แก๊ปแก๊ปเองยังอยากไปอยู่ เรียกว่าจะไปให้ได้ เพราะใจเราไปแล้ว เรามีหวังว่าเราจะได้ไปแต่สุดท้ายมันล่มแต่เราไม่ยอมแพ้ กดหาจากเพจอุทยานแห่งชาติและกลุ่มท่องเที่ยวหารเฉลี่ยต่าง ๆ ว่ามีใครไปโพสหาคนไปด้วยหรือไม่ แก๊ปแก๊ปติดต่อไปสองราย ตั้งแต่บ่าย ๆ เย็น ๆ เค้าจะไปวัน พฤหัสศุกร์ กับอีกกลุ่มไปวันอาทิตย์จันทร์ จนเย็น ๆ คนที่ไปรอบอาทิตย์จันทร์ส่ง inbox มาตอบว่าเต็มแล้ว(เริ่มตัดใจว่าคงไม่ได้ไปแล้วแน่เลย) สักพักมีคนโทรมาบอกว่ามีเพื่อนยกเลิกไป 1 คนพอดี ให้แก๊ปไปด้วยได้ โอ้ดั่งโชคชะตาลิขิตให้เราได้ไป ไปกับใครก็ไม่เคยรู้จักรู้แต่ว่าเป็นคนใต้บินจากหาดใหญ่มากรุงเทพฯ และต่อรถตู้ไปเที่ยวเขาช้างเผือก

 

คืนวันพุธรถตู้ที่จองไว้ได้ไปรับเพื่อนใหม่ที่ดอนเมืองก่อนที่จะแวะรับแก๊ปแก๊ปจากร้านอาหารรถเสบียง(แถวสถานีรถไฟสามเสนเนื่องจากแก๊ปแก๊ปมีนัดเพื่อนที่ร้านนั้น) รถออกจากสถานีรถไฟสามเสนตอนราว ๆ สี่ทุ่มบนรถมีเพื่อนใหม่ 3 คนเป็นผู้หญิงใต้ทั้งหมด และวนรับน้องชายของสาวคนหนึ่งที่สายใต้ใหม่ รถวิ่งไปถึงกาญจนบุรีมีจอดแวะปั๊มเติมแก๊สซื้อของกินน้ำดื่มตุนไว้ใช้บนเขาก่อนจะถึงทางไปอุทยนานแห่งชาติทองผาภูมิจุดที่เราต้องไปจัดการเอกสาร คนขับจอดแวะนอนที่ปั๊มแห่งหนึ่งเพราะทางคดเคี้ยวขึ้นเขาขรุขระและยังไม่เช้า เกรงจะเกิดอันตราย เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่ต้องรีบแล้วเพราะมีเวลาเหลือเฟือ(แนะนำให้คนที่เดินทางจากรุงเทพฯ ออกรถสักตอนเที่ยงคืนจะไปถึงตอนเช้าพอดี หรือจะแวะพักแบบแก๊ปแก๊ปออกสี่ทุ่มก็ได้ สำหรับคนที่ชำนาญทาง) เราไปถึงจุดชมวิวช่วงเช้าหลังพระอาทิตย์ขึ้นไปแล้วเราได้เห็นทะเลหมอกอันสวยงาม แต่ก็มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อกระเป๋ากางเกงแก๊ปที่รั่วมีรูขนาดพอควรได้ทำให้มือถือ Note2 ของแก๊ปแก๊ปตกลงพื้น เอาด้านมุมลงเต็ม ๆ ตกลงบนพื้นหิน ทำให้หน้าจอร้าวไปทั่ว แต่พวกเราก็ได้ถ่ายรูปทะเลหมอกและชื่นชมบรรยากาศที่สวยงามบนเขาอย่างสุขใจก่อนที่จะขึ้นรถเดินทางกันต่อ คงมีแก๊ปหน้าเสียหน่อย ๆ แหม่ยังไม่ทันได้เที่ยวเลยมีเรื่องต้องให้เสียตังซะแล้ว 555+

 

พอเราไปถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิก็จัดการเรื่องเอกสารจ่ายเงินและมัดจำต่าง ๆ ด้วยอากาศยามเช้าที่แสนจะสดชื่น และนั่งรถต่อไปที่บ้านอีต่อง ตลอดทางที่มาเราหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะคนขับรถลุงศักดิ์แกดูจะชำนาญทางมาก ทิ้งโค้งซะแรงจนเราวูบตกใจตื่น พอเดินทางมาถึงบ้านอีต่องเราก็แยกสัมภาระที่จะให้ลูกหาบกับของที่เราจะแบกเอง และเสื้อผ้าส่วนหนึ่งทิ้งไว้ที่รถ แบกขึ้นไปเองให้น้อยที่สุด ส่วนแก๊ปแก๊ปก็แบกเองเกือบหมดมีฝากน้ำ 3 ลิตรไว้ที่ลูกหาบ เต๊นท์ถุงนอนกล้องของใช้ต่าง ๆ แบกเองเรียบเพราะอยากจะรู้ว่าเราสามารถทำได้รึเปล่า(ถ้าแบกน้ำเองด้วยคงจะหนักหนาเอาการ) มีน้ำพกไปเองด้วยอีก  1 ลิตร เราแวะกินข้าวกันที่ร้านน้องหน่อยและกองของให้ลูกหาบหน้าร้านน้องหน่อยเลย ต่างคนต่างสั่งอาหารมาทานกันคนละ 1 จานและข้าวกล่องไว้เป็นมื้อเที่ยงอีก 1 กล่อง ส่วนมื้อเย็นกับมื้อเช้าบนเขาเราเตรียมเป็นขนมปัง 7-11 และอาหารกระป๋องไว้เต็มกระเป๋าเพราะเราจะไม่ทำอาหารกินกัน

 

 

พอกินอาหารเสร็จเราได้เดินเล่นและดูของซื้อของในหมู่บ้านอีต่อง แก๊ปแก๊ปถือโอกาสซื้อหมวกเพราะไม่ได้เตรียมหมวกมา(ดีนะที่ซื้อ ถ้าไม่ซื้อล่ะแย่เลยเพราะบนเขาร้อนมาก ๆ ) ซื้อสตั๊ดดอยมาอีก 1 คู่แต่ไม่กล้าใส่เพราะดูแล้วยางล้วน ๆ น่าจะกัดเท้าน่าดูไว้กล้บกรุงเทพฯ จะติดแถบฟองน้ำนิ่ม ๆ ให้ไม่กัดเท้าแล้วนำไปใช้งานหน้า ราคาสตั๊ดดอยไม่แพงเลย 90 บาทเท่านั้นเอง เราต้องเดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ และพบเจ้าหน้าที่ที่ร้านขายของชำจุดเริ่มต้นในการเดินขึ้นเขาช้างเผือก แต่ด้วยความสับสนทำให้มีการรวมกลุ่มผิด ๆ ถูก ๆ ที่นี่เองที่ทำให้แก๊ปแก๊ปได้พบกับกลุ่มพี่สุดแสนใจดี 6 คนเป็นกลุ่มผู้ชายล้วน ๆ พี่มองดูสัมภาระที่แก๊ปแบกและถามอย่างเป็นห่วงว่าเราจะแบกขึ้นเองเลยหรอ แก๊ปแก๊ปก็ได้แต่ห่วงตัวเองและยิ้มตอบแหย ๆ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มเดินขึ้นเขากันจริงจังตอนเกือบจะ 10 โมงเช้า(มีกลุ่มที่ขึ้นไปก่อนหน้าเราแล้วหลายกลุ่ม เป็นไปได้ควรเริ่มเดินขึ้นแต่เช้าเพราะแดดจะแรงมากในช่วงบ่าย) เราลองคิดดูเล่น ๆ จากที่เคยอ่านรีวิวมา ถ้าเราเดิน 4 ชั่วโมงก็น่าจะถึงสักบ่ายสอง ซึ่งคงจะร้อนน่าดู และเราได้ลองถามเจ้าหน้าที่ถึงจำนวนคนที่ขึ้นวันนี้ซึ่งมีทั้งหมด 40 คนเอง

เริ่มเดินขึ้นเขาช้างเผือกทางเดินในช่วงแรก ๆ ยังเป็นทางราบเรียบ ๆ สลับกับขึ้นลงเขาเล็กน้อย ด้วยร่างกายที่สดชื่นเราก็เดินกันไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน เดินไปสักพักก็เริ่มเหนื่อยนิด ๆ เพราะทางที่ชันมากขึ้นแต่ถึงอย่างไรทางส่วนมากก็ยังเป็นทางราบเรียบ ๆ อยู่ดี  และเราได้พบกับคนที่กำลังเดินลง คนที่เดินลงมีไม้ค้ำยันและมีการส่งต่อให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มที่กำลังเดินขึ้น มีการให้กำลังใจกันว่าที่เราเดินผ่านมาตั้งไกลเป็นแค่ 2% ของระยะทางทั้งหมด เราคุยทักทายกับคนเดินลงหลาย ๆ คน เกือบทุกคนบอกว่าจะไม่มาอีกแล้ว 555+  หลาย ๆ คนบอกซุ้มทางเข้าอยู่อีกไม่ไกลค่อย ๆ เดินและขอให้โชคดีเที่ยวให้สนุก หน้าคนเดินลงมีทั้งยิ้มแย้มและหลาย ๆ คนดูอ่อนล้าแต่ก็ยิ้มให้เราที่กำลังเดินขึ้น มิตรภาพระหว่างทางทำให้เราเดินต่อไปเรื่อย  ๆ ต่อเนื่องกันไป โดยมีการบ่นกันเล็กน้อยว่า “แก๊ปว่าเรามากันผิดวันป่าวพี่ ทำไมคนที่มาก่อนเราน่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลย แหม่ถ้าได้มาวันที่แก๊ปจองเองคงจะดี ฮ่า ๆ ๆ” พวกพี่ ๆ ชายล้วน 6 คนเห็นด้วยและบ่นคนจองทริปว่าจองผิดวันแน่เลย ทำไมวันที่เราขึ้นเขากันไม่มีสาว ๆ สวย ๆ ขึ้นเขาบ้างเลย เราคุยกันแซวกันขำ ๆ ไปตลอดทางจนถึงซุ้มต้อนรับ ซึ่งระยะทางยังไม่ไกลเท่าไหร่และมีร่มเงาตลอดทางที่เดินมา เราแวะถ่ายรูปกันสนุกสนาน ก่อนที่จะเดินขึ้นเขากันต่อ

ช่วงแรก ๆ หลังจากผ่านซุ้มทางเข้าเริ่มมีทางชันมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แต่ทางส่วนใหญ่ก็ยังเป็นทางราบสลับทางลงแล้วขึ้น ลงแล้วขึ้น ร่มเงาเริ่มมีน้อยลงเรื่อย ๆ ทางยิ่งชันมากขี้นเรื่อย ๆ เราเดินไปเรื่อย ๆ หญ้าที่เคยสูงท่วมหัว ทางที่เคยร่ม กลับกลายเป็นหญ้าเตี้ย ๆ เขาที่เต็มไปด้วยหญ้าต้นไม้มีน้อยเหลือเกิน ต้นไม้ที่มีก็แทบจะไม่มีใบเอาเสียเลย การเดินท่ามกลางแดดร้อน ๆ ทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้น และทางที่ชันขึ้นทำให้เราเริ่มจะท้อ เราเดินและหยุดพักเป็นช่วง ๆ ทริคการเดินนั้นคือช่วงที่ไม่มีแดดมีส่วนร่มบ้างให้เราถอดหมวกรับลมและนำหมวกมาพัดให้ร่างกายเย็นลง พอเจอแดดก็สวมหมวกปิด จะพักก็ให้หาที่พักร่ม ๆ ให้ได้ การพักกลางแดดนั้นมันร้อนเกินไป บางครั้งลานที่ไว้พักจากการเดิน มีร่มเงาน้อยเราต้องเดินต่อเพราะคนอื่น ๆ นั่งในร่มกันหมดเหลือแต่ที่แดดให้ยืนซึ่งมันร้อนเหลือเกิน เราควรจะเดินต่อสักหน่อยที่ร่มอาจจะอยู่ไม่ไกล หากเหนื่อยก็พักดื่มน้ำ บริหารจัดการน้ำให้ดีพยายามอย่าให้หมดไวเกินไป ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มทีเดียวหลายอึก แก๊ปแก๊ปเดินไปหยิบกล้องจากเป้หน้ามาถ่ายคลิปวีดีโอบ้าง ถ่ายรูปบ้าง กล้องตัวเล็กช่วยเรื่องการถ่ายภาพถ่ายวีดีโอได้ดีทีเดียว แม้ว่าคุณภาพอาจจะต่ำหน่อย แต่ความสะดวกในการเดินและการพกพาดีเยี่ยม สามารถเดินไปถ่ายไปได้แบบชิว ๆ ช่วงก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์ซึ่งห่างไปนับเป็นเขาสองสามลูกแดดจะร้อนมาก ๆ เหมือนเขาหัวโล้น ๆ มีต้นหญ้าสูงประมาณเอว ต้นไม้ไม่ค่อยจะมีเราเดินที่สันเขากว้าง ๆ ไม่น่ากลัวเท่าไรแต่บรรยากาศรอบ ๆ นั้นสวยราวกับอยู่บนสวรรค์ สองข้างนั้นมีทิวเขาให้ดูอย่างสวยงามตลอดทางที่เดินทำให้เรามีแรงใจในการเดินอย่างไม่ท้อ แต่ช่วงหลัง ๆ เขาชันมากจนเราหายใจหอบ ขึ้นเขาเจอลานก็พักแล้วก็ขึ้นต่อ เจอลานก็พักแล้วก็ขึ้นต่อ ช่วงชัน ๆ แทบไม่มีลานให้พัก แต่ด้วยความเหนื่อยทำให้เราหาจุดพักอยู่เรื่อย ๆ พอเจอจุดพักใหญ่ ๆ เรานำของกินออกมาแบ่งปันกัน แก๊ปแก๊ปนำกล้วยตากที่ซื้อไว้มาแบ่งทุกคนและถือโอกาสพักยาว ๆ นั่งกินข้าวเที่ยงรอเพื่อน ๆ ชาวใต้ 4 คนด้วยเลยพอเริ่มเดินต่อได้ไม่นานสุดท้ายเราจะเห็นจุดลานกางเต๊นท์อยู่ข้างล่างและเราต้องลงเขาที่ชันมาก ๆ ชันแบบโคตรจะชัน ชันจนคิดว่าพรุ่งนี้หลังเก็บเต๊นท์เราจะต้องเดินขึ้นไอ้เขาชัน ๆ นี่ยังไงฟะเนี่ย เหอ ๆ เราลงเขามาเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็ลงมาถึงจุดกางเต๊นท์สักที

เราเดินลงเขาก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์เราจะเจอห้องส้วมสามห้องกลิ่นมันโชยมาโดยที่เราไม่ต้องร้องขอ ส้วมหลุมที่สร้างไว้อย่างดีแต่กลิ่นไม่ชวนให้เข้าเลยสักนิด เราเดินผ่านมันไปพร้อมกับกลิ่นที่ค่อย ๆ จางหาย ไม่ไกลกันนักก็เจอเต๊นท์ที่ลูกหาบขึ้นมาถึงก่อนและกางไว้ให้อย่างเรียบร้อย เราดูเวลาถึงจุดกางเต๊นท์เป็นเวลาบ่ายสองกว่า ๆ แก๊ปแก๊ปซึ่งแบกเต๊นท์มาเองเลยต้องกางเอง เต๊นท์แก๊ปแก๊ปเป็นเต๊นท์แบบนอนได้คนเดียวกางได้ง่ายใช้เวลาไม่ถีง 10 นาทีก็เสร็จ ณ จุดกางเต๊นท์นั้นมีร่มเงาแต่ไม่มากเท่าไหร่ ต้นไม้มีน้อยพวกเรานั่งพักคุยกันบางคนนอนพักบางคนถ่ายรูปเล่น รอเวลาเดินขึ้นสันคมมีดพร้อม ๆ กัน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเวลาเดินขึ้นสันคมมีดเป็นตอนบ่ายสามครึ่ง บางเต๊นท์ถ้าเต๊นท์โดนแดดนี่นอนไม่ได้เลยทีเดียวเพราะอากาศที่จุดกางเต๊นท์ไม่มีความเย็นเลยมีแต่ความร้อนอบอ้าว มีเมฆลอยบนฟ้าดำ ๆ ให้เรากลัวกันว่าเย็นนี้ฝนจะตกรึเปล่า เมฆที่มีก็ดันไม่บังดวงอาทิตย์ซะด้วยสิปล่อยให้เราร้อนกันต่อไป

 

ถึงเวลาบ่ายสามครึ่งเจ้าหน้าที่จะเรียกให้เราเดินขึ้นสันคมมีดของเขาช้างเผือกกันแล้วและให้ทุกคนพกไฟฉายกันไปด้วย มองจากจุดกางเต๊นท์การเดินคงจะลำบากพอควรเพราะมันชันมาก ๆ เราต้องปีนขึ้นใช้มือช่วยยกขาสูงปีนหินก่อนใหญ่ ๆ เป็นระยะ ๆ จนถึงจุดไคลแม็กที่สุดจุดที่ต้องปีนขึ้นหินวางตั้งตระหง่าน 90 องศาสูง 2 เมตรกว่า ๆ การเดินช่วงนี้เราต้องรอปีนทีละคน โดยจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่าง 1 คนและด้านบน 1 คน มีสลิงขึงตึงไว้ 1 เส้นและเชื้อกมัดเป็นปม ๆ อีก 1 เส้นให้เราใช้ดึงพร้อมกันทั้ง 2 เส้นเพื่อความมั่นคง หินที่ตั้งตระหง่านนั้นมีร่องพอให้วางเท้าปีนได้บ้าง ใครที่ถ่ายวีดีโอสามารถนำกล้องให้เจ้าหน้าที่ด้านบนช่วยถ่ายต่อตอนเราปีนได้ สัมภาระใครโย้ ๆ ก็ส่งขึ้นไปก่อน พอปีนสันคมมีดจุดนี้เสร็จเราจะต้องปีนหินขรุขระขึ้นไปอีกหน่อยก่อนจะเจอทางเดินหินกว้างคืบกว่า ๆ ด้านซ้ายและขวามีแต่แหว ขาที่ยังสันกับการปีสันคมมีดทำให้หลายคนไม่ก้าวเดินแต่ใช้วิธีหมอบคลานแทน ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ก็จะเดินขึ้นเขาสบายหน่อยแล้ว มีให้ปีนเขาชัน ๆ อีกเล็กน้อยก็จะถึงยอดเขาช้างเผือกที่สวยงาม

บนยอดเขาช้างเผือกมีป้ายผู้พิชิตเขาช้างเผือกมีธงปักไว้ให้เราผลัดกันถ่ายรูป มีวิวแบบ 360 องศาอันสวยงามตระการตา มองไปไกล ๆ ลิบ ๆ จะเห็นเขื่อนด้วย เป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ และหายเหนื่อยเลย คุ้มค่าที่ได้มาได้ปีน ได้พยายามได้เดินขึ้นมาอย่างยาวนาน เราถ่ายรูปเล่นบนยอดเขากันจนพอใจเจ้าหน้าที่ได้มีการเตือนบอกให้เราค่อย  ๆ ทยอยลงเขากันได้แล้วเพราะถ้าลงจากยอดเขาไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะมืดและลงลำบาก ว่าแต่สันคมมีดที่เราปีนขึ้นมาเราจะลงยังไงวะนั่น หลาย ๆ คนคงสงสัยเหมือน ๆ กัน เราทยอยปีนลงเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ถึงจุดไคลแม็คตอนขาขึ้น เจ้าหน้าที่ให้เราหันหลังและแหย่ขาใดลงก่อนก็ได้ เจ้าหน้าที่ข้างล่างจะจับขาเราเข้าร่องหินให้สลับซ้ายขวาเป็นเสต็บให้เรียบร้อย เฮ้ย!! มันลงง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย ตอนลงเขาก็ดูจะง่ายและเร็วกว่าตอนขึ้นมาก ๆ ไม่นานนักก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์เราก็ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเก็บไว้ดูและรีบลงให้ไวก่อนที่ฟ้าจะมืดไปซะก่อน

กลับมาถึงจุดกางเต๊นท์อีกครั้ง คราวนี้ฟ้าเริ่มมืดหลาย ๆคนเริ่มทำอาหารกินกันเอง ใครที่ไม่ทำก็หยิบนำอาหารมากินมานั่งคุยกัน อากาศก็เริ่มเย็นลง ๆ พี่ ๆ ทั้ง 6 คนชวนให้แก๊ปแก๊ปกินมาม่าด้วยกัน แถมยังมีไข่ต้มด้วย แก๊ปแก๊ปเลยเอาขนมปังออกมาแบ่งทุกคนรองท้องระหว่างรอมาม่าสุก ซึ่งต้มน้ำอยู่นานเตาแก๊สพกพาก็ไม่มีทีท่าว่าน้ำจะเดือดซะที ในที่สุดก็พบสาเหตุหัวเตาตอนเก็บต้องคว่ำไว้แต่ตอนใช้ต้องกลับด้าน ดันลืมกลับทำให้เปลวไฟสัมผัสหม้อน้อยมากไม่เดือดสักที พอกลับด้านเท่านั้นแหละน้ำเดือดทันที เดือดพอให้เราทำมาม่าเสร็จเตาก็เกิดไฟลุกเหมือนแก๊สรั่ว คาดว่าตอนที่ยังไม่กลับด้านเปลวไฟไปถูกส่วนที่เป็นพลาสติค ทำให้เตาพัง แต่เราก็ได้ทานมาม่าใส่ทูน่ากระป๋องเสร็จทันพอดี เลยฝากลูกหาบต้มไข่ให้เลยมีไข่ต้มกินอีก และฝากลูกหาบต้มน้ำให้ในตอนเช้า เรานั่งคุยกันเฮฮาแซวกันไปมา พอเริ่มมืดขึ้นเรื่อย ๆ แสงดาวก็เริ่มเยอะเราปิดไฟรอบ ๆ เต๊นท์เพื่อดูดาวให้ชัดขึ้น ตาเราเริ่มปรับตัวกับความมืดได้ แสงดาวมากมายเต็มท้องฟ้า แก๊ปแก๊ปก็เลยนำกล้องตั้งขาตั้งถ่ายดาวซะเลย เสียดายที่หาฉากหน้าสวย ๆ ไม่ได้ เลยถ่ายเต๊นท์ตัวเองมา(เป็นเรื่องที่อยากกลับไปซ้ำอีรอบจะได้ถ่ายยอดเขาสวย ๆ มาแทน) พอเริ่มดึกเราก็เข้าเต๊นท์ต่างคนต่างนอน แก๊ปแก๊ปได้อ่านก่อนมาว่าทางช้างเผือกจะขึ้นหลังตีสี่ทางทิศเหนือ เลยตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง พอตีสี่ครึ่งนาฬิกาปลุกแก๊ปแก๊ปนอนลืมตาคิดว่าจะนอนต่อดีหรือออกมาตามหาทางช้างเผือกดี ในใจก็คิดว่าอย่างน้อยให้ได้ออกไปดูเถอะว่ามีรึเปล่า นาน ๆ จะได้มาเที่ยวดูดาวแบบนี้สักทีก็เลยออกจากเต๊นท์ไปตามหาทางช้างเผือก แต่ภาพที่เห็นคือมีหมอกเต็มไปหมด บนท้องฟ้ามีดาวบ้างแต่ไม่เห็นเจอทางช้างเผือกเลย ก็เลยตัดใจเข้าเต๊นท์ไปนอนต่อ

 

ตอนเช้าลูกหาบต้มน้ำไว้ให้ทำมาม่าเรียบร้อยแก๊ปแก๊ปออกจากเต๊นท์มากินมาม่ากับพี่ ๆ ทั้ง 6 คน เริ่มเก็บเต๊นท์กัน ซึ่งถ้าลูกหาบแบกเต๊นท์ขึ้นมาเราแค่เอาของออกจากเต๊นท์ลูกหาบจะช่วยเก็บเต๊นท์ให้ แก๊ปแก๊ปก็รีบเก็บเต๊นท์เองและมีพี่ ๆ และเจ้าหน้าที่มาช่วยเก็บด้วย เก็บของเสร็จเราก็เริ่มเดินขึ้นเขาสุดชันที่เมื่อวานเราเดินลงโหด ๆ ขึ้นแบบต่อ ๆ กันไม่มีที่ให้พักเลย เหนื่อยตั้งแต่เริ่ม แต่ยังไงการลงเขารวม ๆ แล้วทางลงก็ย่อมมากกว่าทางขึ้น เวลาลงก็ง่ายกว่าเวลาขึ้น บางครั้งเราปล่อยขาฟรีในช่วงที่ดูปลอดภัยเพราะถ้าเบรคถ้ายั้งมาก ๆ จะเป็นภาระต่อเข่ามากเช่นกัน ต้องดูจังหวะให้เหมาะสมห่วงเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อน เราลงเขาไปด้วยถ่ายรูปและดึ่มด่ำบรรยากาศตอนลงเขาไปด้วย ขาลงเราก็เจอคนี่กำลังเดินขึ้นและคุยกันเหมือนเดิมเลยคือ “แก๊ปว่าเรามาผิดวันจริง ๆ นะพี่ วันก่อนหน้าเราก็น่ารัก วันนี้ก็มีแต่คนสวย ๆ ขึ้นเขา ไหงวันที่เราขึ้นเขาไม่เจอแบบนี้บ้างเลย ฮ่า ๆ ” เราทักทายคนเดินขึ้นเขาและให้กำลังใจไปว่า “อีกไกลเลยครับค่อย ๆ เดินนะครับไม่ต้องรีบ ที่่เดินไปแค่ 2% เอง” คุ้น ๆ มั้ย 555+ หลาย ๆ คนก็ส่งต่อไม้เท้าให้คนเดินขึ้น ในที่สุดเราก็เดินลงมาถึงบ้านอีต่อง เราเริ่มเดินลงตอน 7:30 น.เห็นจะได้มาถึงบ้านอีต่องตอน 10:30 น.โดยประมาณ ขาลงเร็วกว่าขาขึ้นเยอะใช้เวลาราว 3 ชั่่วโมงเอง แก๊ปแก๊ปก็รอเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกันลงมาถึงแล้วคุยกันว่าจะไปเที่ยวไหนก่อนกลับกรุงเทพฯดี ก็ตัดสินใจกันว่าจะยังไม่อาบน้ำ ไปอาบที่น้ำพุร้อนหินดาดเลย เราก็หมกตัวไปน้ำพุร้อนหินดาดกันต่อ ติดตามอ่านต่อภาค 3 นะครับ ^__^

 

บล็อกที่เกี่ยวข้อง

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด

รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค3 ลงเขาแล้วแช่เท้าที่พุน้ำร้อนหินดาด

หลังจากเดินลงเขาช้างเผือกแล้ว พักกันให้หายเหนื่อยเก็บของยังไม่ต้องอาบน้ำ ไปที่อุทยานแห่งชาติเพื่อเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับอุทยานอีกเล็กน้อย เอาใบประกาศที่พิชิตยอดเขาช้างเผือกสำเร็จ แล้วนั่งรถไปที่บ่อพุน้ำร้อนหินดาดได้เลย นั่งไปสักชั่วโมงนิด ๆ ก็ถึง ถึงทางเข้าก็จ่ายค่าเข้ากันก่อนมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเท่านั้น

 

ค่าเข้าสำหรับคนไทย
เด็ก 5 บาท
ผู้ใหญ่ 10 บาท
ค่าเข้าสำหรับคนต่างชาติ
เด็ก 20 บาท
ผู้ใหญ่ 40 บาท

เฮ้ย!! ค่าเข้าโคตะระจะถูกเลยคร้าบบบ อะไรจะถูกปานนนั้นกับบ่อน้ำพุร้อนที่เต็มไปด้วยแร่ธรรมชาติ อุณหภูมิสูงราว ๆ 40-55 องศา ถูกยิ่งกว่าค่าต้มน้ำที่บ้านเองอีก เท่านั้นไม่พอพุน้ำร้อนหินดาดนี้มีลำธารน้ำเย็นจากน้ำตกผาตาดโดยลำธารและบ่อน้ำร้อนอยู่ข้าง ๆ กัน สามารถแช่สลับน้ำเย็นน้ำร้อนได้เลย โอ้แม่เจ้าอะไรจะแจ่มปานนั้น สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ในการแช่น้ำพุร้อนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้เช่น  โรคเหน็บชา ไขข้ออักเสบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แก้เส้นเลือดขอด และที่สำคัญช่วยแก้อาการปวดเมื่อยได้ด้วย ยิ่งพวกเราที่เพิ่งเดินขึ้นลงเขาช้างเผือกด้วยแล้วช่วยทำให้หายปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง ช่วงเย็น ๆ มักจะมีทัวร์ต่างชาติมาลงจนเต็มบ่อ ตอนที่แก๊ปแก๊ปไปเป็นช่วงบ่าย ๆ ก็เดินสำรวจแล้วห้องน้ำสะอาดใช้ได้ ห้องอาบน้ำสะอาดมาก ๆ มีเรือนนวดแผนไทยทั้งนวดตัวนวดเท้า มีร้านอาหารส้มตำไก่ย่าง อาหารตามสั่ง แต่บริเวณรอบ ๆ บ่อห้ามนำอาหารเข้าไปทานนะครับ มีล็อคเกอร์ให้เช่าเก็บของมีค่าด้วย ค่าเช่าล็อคเกอร์ก็ขนาดกลาง 20 บาท ขนาดใหญ่ 30 บาทเท่านั้นเอง สรุปว่าถ้าแช่พุน้ำร้อนหินดาดนั้นมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 100 บาทเลย(ไม่รวมนวดตัวนะ) ทำให้สบายขาขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่ลงจากเขาช้างเผือกห้ามพลาดมาเที่ยวที่นี่เลยทีเดียว

 

 

วิธีแช่น้ำพุร้อนให้ได้ประโยชน์สูงสุด

1.ต้องล้างตัวก่อนการลงลำธารและแช่น้ำพุร้อน ห้ามใช้สบู่ยาสระผมในลำธารและในบ่อน้ำพุร้อน
2.ให้เริ่มจากแช่น้ำเย็นก่อนสัก 10 นาที เวลาแช่ให้นำเท้าลงไปแช่สักระยะนึงก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ ลงแช่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแช่ครับทั้งตัว(ถ้าแช่ทั้งตัวในคร้งเดียวตอนแช่น้ำพุร้อนจะทำให้รู้สึกร้อนมาก ๆ )
3.เมื่อแช่น้ำเย็นแล้วให้สลับแช่น้ำร้อน สัก 10-15 นาที และแช่สลับไปมาจะให้ประโยชน์มากที่สุด
4.เวลาแช่น้ำพุร้อนหากปวดเมื่อยจุดใดให้นำมือไปนวดตัวเองหรือจะให้คนที่ไปด้วยนวดให้ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ที่พื้นของน้ำพุร้อนจะมีหินก้อนใหญ่ ๆ ให้เราเดินไปมานวดฝ่าเท้าทำให้รู้สึกสบายมาก ๆ ส่วนที่ลำธารจะเป็นหินกรวดเล็ก ๆ ทำให้ความรู้สึกตัดกันและทำให้สบายเป็นอย่างมาก
5.สำหรับคนที่ชอบดื่มหลังแช่น้ำพุร้อนและแช่น้ำเย็นจากลำธารแล้วให้อาบน้ำเปลี่ยนชุดซื้อเบียร์เย็น ๆ มาซด สดชื่นอย่าบอกใคร

ก่อนขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ที่ลานจอดรถบัสก่อนถึงป้อมจ่ายค่าเข้าจะมีคุณลุงคุณป้าขายผลไม้ราคาไม่แพง คุณป้าใจดีมาก ๆ ซื้อเยอะลดกระจาย แก๊ปแก๊ปก็ได้ซื้อทั้งมะละกอ เสาวรส เบียร์ลีโอ ได้กล้วยนากเป็นของแถมและลดราคาให้อีกตะหาก ถ้าใครได้ไปอย่าลืมเอาบล็อกนี้ให้คุณป้าได้อ่านกันนะครับ เผื่อได้ส่วนลดเพิ่ม อิอิ แก๊ปแก๊ปก็แช่ตัวอาบน้ำอยู่ที่บ่อน้ำพุร้อนหินดาดนานเลยกว่าจะซื้อของดื่มเบียร์ขึ้นรถแบบชิว ๆ ก็ปาไป 4-5 โมงเย็นแล้ว นั่งรถกลับถึงบ้านราว ๆ สามทุ่มเห็นจะได้ สำหรับการรีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี คงจะจบแต่เพียงเท่านี้ ใครไปเที่ยวมาแล้วมาโพสบอกกันได้นะครับ จะดีใจมากถ้ามีคนไปเที่ยวเพราะอ่านจากบล็อกของแก๊ปแก๊ป หรือถ้าใครอ่านแล้วถูกใจรบกวนฝากแชร์ให้เพื่อนอ่านกันด้วยนะคร้าบบบบ ^__^

 

 

บล็อกที่เกี่ยวข้อง

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค1เตรียมตัวไปเที่ยวกันเถอะ

รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก ปีนสันคมมีด อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภาค2 รีวิวเที่ยวเขาช้างเผือก

รวมสุดยอดภาพพาโนรามาจากเขาช้างเผือก